Pages

7/26/2010

ชื่อ ...คนไทย? (ภาค 2)

ชื่อสกุล และ ชื่อเล่น

โดยดั้งเดิม บรรพบุรุษไทย ไม่มีชื่อนามสกุล คงเป็นเพราะว่า คนไทยอยู่กันเป็นหมู่บ้านเล็กๆ การเรียกชื่อโดยตรง ก็สามารถใช้ระบุ ถึงตัวบุคคลได้แล้ว หรือไม่เช่นนั้น การเพิ่มเติมด้วยบริบทสั้นๆ เช่น ไอ้แดงท้ายตลาด หรือ ไอ้แดงลูกไอ้ทอง ก็เพียงพอแล้วที่จะระบุถึงตัวคนๆนั้น

วัฒนธรรมในการใช้ชื่อสกุล เริ่มต้นในรัชการที่ 6 เนื่องจาก ท่านประสงค์จะให้คนไทยดูมีอารยธรรมทัดเทียมชาติอื่นๆ โดยเฉพาะชาติยุโรป ซึ่งไทยทำการค้า/รวมถึงสงคราม อยู่ด้วยขณะนั้น

ทำไมคนยุโรปต้องมีชื่อสกุล? โดยส่วนใหญ่แล้วชาวยุโรป หรือชาติอื่นๆ ที่มีชื่อสกุล(เช่นจีน/ญี่ปุ่น) จะนิยมเรียกชื่อสกุล แทนชื่อตัว ทำไม? เพราะว่าการเรียกชื่อสกุล เป็นการให้เกียรติ ต่อวงศ์ตระกูล ของคนที่ถูกเรียกชื่อนั้น และยาวไปถึงรุ่นพ่อ และรุ่นบรรพบุรุษด้วย ชื่อจริงนั้น จะถูกเรียก ในกรณีที่สนิทมากๆจริงๆ เพราะ เช่นในครอบครัวเดียวกัน จะเรียกพี่น้อง ก็ต้องใช้แต่ชื่อจริงเพื่อทำให้แยกแยะกันออก เช่นกันการเรียกชื่อจริงโดยเพื่อนสนิท อาจจะทำให้รู้สึกสนิทเหมือนคนในครอบครัวก็เป็นได้

แต่เนื่องด้วยความใหม่ ของค่านิยมนี้(ยังมีมาไม่ถึง 100 ปี) ทำให้คนไทยก็ยังติดเรียกเพียงแค่ชื่อตัวเท่านั้น ไม่คุ้นเคยกับชื่อสกุล ส่วนใหญ่ในสังคมไทยจึงเรียกแต่ชื่อต้น น้อยครั้งมากๆที่จะเรียกแต่ชื่อสกุลอย่างเดียวเท่านั้น

นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนไทยพยายามดัดแปลง พัฒนา ชื่อของตัวเอง ให้ดูมีเอกลักษณ์ และแตกต่างจากชื่อของคนอื่นมากที่สุดก็เป็นได้

แต่สิ่งที่ตามมาจากการดัดแปลงจนถึงในยุคปัจจุบันนี้ ก็คือ ชื่อต้น ถูกประกอบจากคำบาลีสันสกฤต ที่ยาว และ เข้าใจได้ยาก (เพราะเป็นคำที่ไม่ได้ใช้ในภาษาพูดทั่วไป) ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่ว่า จำชื่อยาก และ เวลาเรียกชื่อก็ลำบากเพราะชื่อยาวเกินไป

คนไทย เลยแก้ปัญหานี้ ด้วยการใช้ชื่อเล่น ซึ่งส่วนใหญ่ 
ซึ่งเป็นมักจะคำพยางค์เดียว และเดี๋ยวนี้ด้วยอิทธิพลจากภาษาอังกฤษ ชื่อเล่นส่วนใหญ่ ก็มักจะเป็นคำอังกฤษด้วย เช่น แอน พีท กอล์ฟ (แอ๊ป)เปิ้ล 
ทำให้คนไทยเรียกกันด้วยชื่อเล่นกัน เหมือนกับฝรั่งที่เรียกกันด้วยชื่อต้น

และ ถ้ามองอีกมุมนึง ถ้าทำชื่อไทยให้เหมือนฝรั่ง ซึ่งประกอบด้วย ชื่อต้น ชื่อกลาง ชื่อสกุล
การรวมชื่อเล่นเข้ามาด้วย จะเหมือนกันกับชื่อฝรั่งมากขึ้น เช่น
เบิร์ด ธงไชย แม็คอินไตย, เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์, ลูกเกด เมทินี กิ่งโพยม

(จบ ภาค 2)

ปล. รู้สึกว่าเริ่มเขียนแล้วก็ยาวจริงๆ 
บางส่วนก็ใส่ความคิดตัวเองเข้าไปด้วย

พิชญพงษ์ ตันติกุล

No comments:

Post a Comment