Pages

7/26/2010

ชื่อ... คนไทย?

เพิ่งนั่งฟังรายการ อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ร่วมกับผู้ร่วมรายการอีกสองท่าน เกี่ยวกับ ชื่อของคนไทย
เลยมานั่งเขียนสรุป 
- ชื่อของคนไทยมีวิวัฒนาการ จากชื่อสั้นๆ พยางค์เดียว เช่น ทอง กบ ขาว แดง แล้วค่อยๆ พัฒนาการซับซ้อนมากขึ้น
เป็นสองพยางค์ สามพยางค์ แต่ยังคงใช้คำศัพท์ง่ายๆ เช่น สมศักดิ์ สมปอง สมศรี และเริ่มมาเป็นคำจากเขมร/บาลี/สันสกฤต เช่น ทองขำ ละออง ขจี ดวงเฉลิม แล้วสุดท้ายก็รุ่นปัจจุบัน ที่ใช้คำยาวๆ ยากๆ 

1) ชื่อสมัยแรก :: คำไทยสั้นๆ และบางคำมีความหมายออกแนวน่าเกลียด เช่น หมา อึ่ง เหม็น 
- ทฤษฎีหนึ่งในการวิวัฒนาการนี้คือ เรื่องการแพทย์
กล่าวคือ การแพทย์สมัยโบราณของไทย ไม่เจริญ โรคต่างๆ ก็รักษาไม่หาย และไม่รู้สาเหตุเสียเป็นส่วนใหญ่ 
- ทฤษฎีอีกอย่างคือ ลักษณะของมนุษย์ และสังคม
โครงสร้างกระดูกเชิงกรานของผู้หญิงมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆทั่วไป แถมเมื่อคลอดออกมาแล้วยังอ่อนแอต่อสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อม และด้วยระบบสังคมของมนุษย์ ทำให้เด็กต้องอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่ยาวนานถึง 10 กว่าปี ถึงจะถือว่าออกไปข้างนอกแล้วไม่ตาย

ทั้งสองอย่าง ยังผลโดยรวมคือ เด็กในท้องยาวจนถึงแรกเกิดมีโอกาสตายสูง ทางคำสันสกฤต เลยเรียกเด็กแรกเกิดว่า "กุมาร" แปลว่า "ช่างตายง่ายอะไรเช่นนี้"

เมื่อ คนโบราณ ไม่รู้วิทยาศาสตร์ และหาเหตุผลมารับรองไม่ได้ ก็ดำเนินกลายเป็นความเชื่อที่ว่า "ผี" เป็นตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้
การตั้งครรภ์ ก็เชื่อว่า เป็นการที่ผีปั้นเด็กขึ้นมา แล้วเอาไปใส่ในท้อง แล้วก็เชื่อว่า เมื่อคลอดออกมาแล้วผีจะเอาตัวไป เพื่อเป็นเหตุผลรับกับอัตราการตายของเด็กแรกเกิดที่มีสูง
ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผีเอาตัวเด็กไป คนไทยเลยมีวิธีหลายอย่าง เพื่อ หลอกให้ผีเชื่อว่า ไม่ใช่ลูกตัวเอง หรือไม่ใช่ลูกคน
เช่น ประโยคที่ว่า "เด็กคนนี้ น่ารัก 'หน้าชัง' " เพื่อให้รู้ว่าแม่ไม่ชอบเด็กคนนี้ อาจจะไม่ใช่ลูกตัวเองก็ได้ ฉะนั้นผีก็อย่าเอาไปเลย
หรือ การตั้งชื่อ เป็นสัตว์หน้าเกลียด เช่น หมา หมี อึ่ง เพื่อหลอกให้ผีเชื่อว่า ไม่ใช่ลูกคน จะได้ไม่เอาตัวไป

2) ชื่อสมัยที่สอง 
เมื่อความเจริญทางการแพทย์เข้ามา ทำให้โอกาสในการรอดของทารกสูงขึ้น ทำให้ความเชื่อเรื่องทูฑผีวิญญาณ เริ่มลดน้อยลง คนจึงหันมา ใช้ชื่อ ที่ทำให้ตัวเองดูดี เสริมดวงมากขึ้น เช่น ทองดี สมบูรณ์ สมศักดิ์ หรือชื่อดอกไม้ เช่น กุหลาบ มะลิ เป็นต้น

3) ชื่อสมัยสามถึงสุดท้าย
เมื่อมีความเหมือนของชื่อมากขึ้น เนื่องจากการใช้เฉพาะคำไทยมาประสมกัน ความหลากหลายในชื่อของคนลดน้อยลง คนไทยจึงเริ่มนำคำจากภาษาอื่นมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะคำ ภาษาบาลี สันสกฤต ซึ่งแพร่หลายอยู่แล้วในพุทธศาสนา รวมถึงความเชื่อที่ให้พระตั้งชื่อให้ เพราะจะได้คำที่มีความหมายดี เสริมบุญบารมี เพราะพระทั้งหลายท่านศึกษาบาลีสันสกฤตอยู่แล้ว
เมื่อเริ่มต้น คำต่างๆ ก็ยังจะใช้คำง่ายๆ ก่อน เช่น อนันต์ วิวัฒน์ แต่ดูเหมือนว่า ความนิยมที่ คนไทยเริ่มจะอยากได้ชื่อที่เป็น เอกลักษณ์ เป็นเจตบุคคลเพิ่มมากขึ้น (โก้เก๋ / แตกต่าง) และพยายามจะซ่อนความหมายที่แท้จริงเอาไว้ในชื่อ เช่น คำว่า พิชยะ ถามคำส่วนใหญ่อาจจะตอบไม่ได้ว่าแปลว่าอะไร 
สองอย่างนี้ ทำให้ชื่อคนไทย พัฒนาเป็นคำที่แปลกขึ้น และยาวมากขึ้น อย่างเช่นทุกวันนี้

(จบภาค 1 ในการเขียน)

พิชญพงษ์ ตันติกุล

No comments:

Post a Comment