Pages

11/28/2010

The Social Network

พิ่งได้ดูหนังเรื่อง The Social Network หรือว่า ชื่อไทย "เดอะ โซเชี่ยล เน็ตเวิร์ค"    5555
เนื้อเรื่องก็ดูดีนะ เหมือนกับว่าเป็นประวัติของการก่อตั้ง facebook ขึ้นมาเลย  ถึงแม้ว่าทางเจ้าของfacebook (Mark Zuckerberg) หรือว่า Eduardo Saverin ผู้ร่วมก่อตั้ง จะไม่ได้ออกมายืนยันในเนื้อหาความถูกต้องของ หนังสือที่ถูกใช้เป็นเนื้อหาหลักของหนังชื่อ The Accidental Billionaires: The Founding of Facebook, A Tale of Sex, Money, Genius, and Betrayal ก็ตาม แต่ทางผู้แต่ง(Ben Mezrich)หนังสือเล่มนี้ก็ยังยืนยันว่า เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ถูกแต่งขึ้น และนำข้อมูลมาจาก สิ่งที่ได้พูดคุยกับตัว Saverin เอง และเอกสารบันทึกจากศาล

  เนื้อหาของเรื่องนี้ เป็นดราม่าซะส่วนใหญ่  โดย theme  หลักเป็นการโต้เถียงกันระหว่าง ฝ่ายจำเลย คือ Mark Zuckerberg ตัวผู้ก่อตั้ง facebook  กับผู้มาเรียกร้องผลประโยชน์ คือ Eduardo Saverin ผู้ที่ก่อตั้งfacebookมาด้วยกัน และยังสนับสนุนเงินทุนการก่อตั้งให้กับ Mark ด้วย    โดยระหว่างการโต้เถียงในประเด็นต่างๆ จะใช้การสลับตัดภาพมาเป็นเหตุการณ์ในอดีต เพื่อที่จะบรรยายด้วยว่าเกิดอะไรขึ้น  แน่นอนว่าต้องมีเนื้อหาของเรื่อง sex,เที่ยว,เงิน,และการทรยศ  ตามในชื่อหนังสือสอนแทรกอยู่ด้วยในเหตุการณ์อดีตต่างๆนั้น

  ตรงส่วนเนื้อหาส่วนนี้ ขอคอมเมนต์ว่า มีการสลับตัดฉากไปๆมาๆ เร็วมาก  เร็วจนงงว่าทำไมมาถึงจุดนี้ได้  ยิ่งเป็นฉากที่มีการฟ้องร้องกัน แล้วย้อนไปอดีตแล้วก็ในอดีตมีการฟ้องร้องอีก ซ้อนกันไปซ้อนกันมา อันนี้จะงงได้ว่าอยู่ถึงจุดไหนแล้ว

  ทางด้านตัวแสดง ก็คัดมาใช้ได้เลยเหมือนกัน แสดงออกถึงอารมณ์ดี (แต่มันไม่ค่อยมีอารมณ์ให้แสดงซักเท่าไหร่ ถ้าคิดตามบุคลิคของตัวละครแล้วด้วย)  มีเสียอย่างเดียวที่เวลาตัวละครบางตัว (เช่น Mark) จะพูดเร็วมากๆ จนแทบจะตามไม่ทัน ยิ่งพูดเกี่ยวกับเรื่องของ computer ด้วยแล้ว... perl,python,hacking,บลาๆๆ อันนี้ยังพอฟังทัน  แต่บางฉากเจอเสียงbackground ดังๆเข้าไป ก็ฟังบทพูดไม่ออกเหมือนกัน   อ้อเลยว่าต่อเรื่องเสียงเลยว่า  จังหวะพูดถึงจะอยู่ที่เสียงดังๆ ก็น่าจะเบาเสียงรอบข้างให้ซะหน่อย จะได้ได้ยินบทพูดมากขึ้น

/***  ต่อไปนี้ จะพูดถึงเนื้อหา  ซึ่งอาจจะมีเนื้อหาในการเปิดเผยเนื้อเรื่อง  กรุณาอ่านข้ามถ้าไม่ชอบ ***/

   ทางด้านเนื้อเรื่องของการก่อตั้ง facebook ขึ้นมา ก็ดูเหมือนกับว่าจะเป็นเรื่องราวที่เป็น Accident เหตุบังเอิญ (อีกแล้ว??)   บังเอิญที่ว่า Mark โดนบอกเลิก, บังเอิญที่ว่า มีคนให้ idea เรื่องทำหนังสือรุ่นมา, บังเอิญที่ว่ามีเพื่อนที่สมการการทำranking พอดี ...  พอรวมๆกัน ก็เลยการเป็นเวปไซต์ชื่อ facemash ที่ทำตัวเป็นspamเพื่อให้คนอื่นๆได้ โหวตว่าสาวคนไหน hot กว่ากัน และจะได้ทำrankingออกมา  โดยโปรแกรมรันอยู่บนเครื่องของMarkเองและใช้networkของทางมหาลัย Harvard.. ทำให้ระบบเครือข่ายของมหาลัยล่มภายในชั่วข้ามคืนเนื่องจาก traffic ที่มากเกินไป ที่แสดงถึงความนิยมของไอเดียนี้   เป็นผลให้ Mark ถูกทางมหาลัยตรวจสอบ และโดนพักการเรียนหกเดือน

   ความบังเอิญต่อไปคือ พอมีเวลาว่างแล้ว ก็มีเวลาเขียนโปรแกรม, และบังเอิญว่า พี่น้องตระกูลWinklevoss กับเพื่อนชื่อ Divya กำลังมีไอเดีย ที่จะทำเวปแบบ Friendster, MySpace แต่จะใช้ชื่อว่า Harvard Connection โดยมีจุดประสงค์แฝงเพื่อที่จะหาสาวๆ  แต่ idea นี้ทำให้ Mark ได้ idea ในการสร้าง facebook ขึ้นมา
   Mark นำเสนอ idea ให้ Eduardo มาเป็นหุ้นส่วน พร้อมกับขอเงินทุนเริ่มต้น  ซึ่งEduardo ก็ให้เงินเริ่มต้นมาเพื่อทำserver, thefacebook.com
   Mark เริม ทำ thefacebook.com แต่ในขณะเดียวกันก็หลอกกลุ่ม Winklevoss ว่าตัวเองยังทำ Harvard Connection อยู่  จนกระทั่ง January 11, 2004  ชื่อโดเมน thefacebook.com ก็ได้ถูกจดทะเบียน
   Feb 2, 2004 หลังจาก Mark ค้นพบว่าต้องมี relationship status ของ facebook เพื่อดึงความสนใจของผู้ใช้มา  และในที่สุด  www.thefacebook.com ก็ออกเปิดเผยตัวต่อสาธารณะครั้งแรก
  หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการ ทำธุรกิจ การสร้างเพื่อนและการหักหลัง  โดยมีตัวแปรสำคัญคือ Sean Parker ผู้ก่อตั้ง Napster เข้ามาคล้ายกับจะแย่งทำหน้าที่ของ Eduardo ในการขยายธุรกิจและหาสปอนเซอร์
การตัดสนใจอยู่ที่ Mark  ว่าจะเลือกหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนที่ร่วมทำด้วยกันมาตั้งแต่แรก   หรือจะเลือกนักธุรกิจที่(เคย)ประสบความสำเร็จอย่างคนก่อตั้ง Napster ให้มาจัดการดูแลเรื่องธุรกิจให้
  และแล้ว Eduardo ก็โดน Mark หักหลังอย่างแรง   ที่ตัดสิทธิ์หุ้นส่วนของผู้ถือหุ้นใน Facebook ออกไปจาก 35% เหลือเพียง 0.03% เมื่อบริษัทเริ่มมีรายได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว  จึงส่งผลให้ต้องเกิดเรื่องการฟ้องร้องขึ้น  และเป็นที่มาของหนังสือและภาพยนตร์เรื่องนี้

  ให้ 9/10 ละกัน  ชอบเนื้อหามากมาย  แต่ขอตัดต่อเนียนๆหน่อย(เปลี่ยนช็อตเร็วไปนิดส์) กับพูดช้าลง และทำเสียงดีๆอีกหน่อยจะเจ๋งเลย

1 comment: