Pages

3/01/2011

Certainty vs. Uncertainty

หลังจากฟังเรื่อง ความต้องการของมนุษย์ 6 อย่าง (ของ Anthony Robbins) แล้ว
วันนี้ก็เพิ่งมาเจอคนพูดด้วย  ที่สะกิดให้เราคิดถึงคำว่า "Uncertainty" ซึ่งเป็นหนึ่งในหกข้อนั้นกับปัญหาของตัวเอง
เลยมาคิดต่อว่า ความจริง  ทุกๆปัญหาที่เราเผชิญ  ทุกๆสิ่งที่เราทำ
ต่างก็มีอัตราส่วนระหว่าง Certainty และ Uncertainty เป็นของตัวมันเองแฮะ
ก่อนอื่นต้องปูพื้นฐานให้กับคนที่ไม่เคยอ่านก่อน
สองเรื่องนี้เป็นข้อ1,2 ในสิ่งที่มนุษย์ต้องการ 6 อย่างตามเรื่องนั้น โดยสองหัวข้อนี้หมายความดังนี้

 "Certainty" หมายถึง ความแน่นอน ที่เราสามารถยึดเป็นหลักค้ำจุนตัวเราไว้ได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นทางด้านทางร่างกาย หรือทางความรู้สึก
เช่น เราอาจจะมั่นใจว่า กลับไปเรามีบ้าน มีที่ซุกหัวนอนแน่ๆ หรือว่ามีครอบครัวที่อยู่ด้วยแน่ๆ หรือว่ามีเงินพอใช้จ่ายแน่ๆ
Certainty เป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้เราไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้น  และยังเพิ่มความมั่นใจให้กับเราในการกล้าทำสิ่งอื่นๆต่อด้วย

 "Uncertainty" หมายถึง ความไม่แน่นอน คนเราถึงจะต้องการความแน่นอนในชีวิต แต่ก็ต้องการความไม่แน่นอนในชีวิตด้วย
ถ้าพูดจำกัดความเป็นคำๆนึงในภาษาไทยก็ต้องบอกว่า ความแน่นอนเกินไปมัน "จำเจ" คนเราเลยต้องการเปลี่ยนบ้าง
นั่นเป็นเหตุทำให้ทำไมเราถึงทนกินอาหารเดิมๆซ้ำๆกันทุกวันไม่ไหว ทำไมเราต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น
ทำไมบางคนชอบดูหนังผี  บางคนชอบดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกม 
ทำไมเราถึงทนทำงาน7วันต่อสัปดาห์ไม่ได้นาน  ทำไมต้องมีพักร้อน ทำไมต้องมีปิดเทอม
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุ ทำให้เกิดความไม่แน่นอน และไม่จำเจในชีวิต ซึ่งเราก็ขาดซะไม่ได้ ไม่งั้นชีวิตก็ไม่มีสีสัน
ใช้ชีวิตแบบเป็นหุ่นยนต์ ทำตามแต่คำสั่งหรือสิ่งที่แน่นอน สิ่งที่รู้อยู่แล้ว ไปวันๆ

ดังนั้น จะเห็นว่า ถ้าคนเราอยากได้ทั้ง Certainty และ Uncertainty แล้วจะทำยังไงให้เหมาะสม
จุดนี้แหละที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า ศิลปะการใช้ชีวิต
ว่าเราจะบาลานซ์ ยังไงให้เรามีทั้งสองอย่าง อยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม
  ลองคิดดูว่า ถ้า...
ถ้าเราเจอแต่สิ่งที่เป็น Certainty: Uncertainty เท่ากับ 100:0
อย่างเช่น ตื่นขึ้นมานาฬิกาปลุกปลุกเวลาเดิม  อาหารเช้ากินแบบเดิมๆ ไปทำงานรถเมล์สายเดิม รถก็ติดเหมือนเดิม
ทำงานเสร็จกลับบ้านเวลาเดิม เจอรถติดเหมือนเดิม กลับมา กินข้าวแล้วก็เข้านอน
ทำไปซักปี โดยไม่มีอะไรใหม่ๆเข้ามาระหว่างนั้นเลย คงเฉาตายซะก่อนแน่ๆ (เราคงทำได้แค่อาทิตย์เดียว 555)

ในทางกลับกัน ถ้าเปลี่ยนเป็น Certainty:Uncertainty เท่ากับ 0:100 บ้างล่ะ
ชีวิตนี้ไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเลย นาฬิกาปลุกตั้งไว้ก็ไม่ตรงเวลา  จะกินข้าวร้านประจำก็ปิดต้องไปหาร้านใหม่ เมนูอะไรก็ไม่รู้
รถเมล์สายประจำก็ไม่มา แล้วจะไปทำงานยังไง รถบางวันก็ติดบางวันก็ไม่ติดกะเวลาถึงที่ทำงานไม่ได้
จู่ๆก็งานเข้าเวลากลับบ้านก็ไม่รู้จะเมื่อไหร่  พอเลิกงานแล้วก็ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน แล้วจะเอาเงินที่ไหนซื้อข้าวกิน
อันนี้ก็ชีวิตค่อนข้างจะท้าทายเกินไป  คนเก่งๆคงเอาตัวรอดได้ แต่ก็คงไม่กี่วัน (อันนี้เราคงทำได้ซักสามวัน)

ถ้าพูดถึงงานหนึ่งๆที่เราต้องทำแล้ว  งานนั้นๆก็จะมีระดับหรืออัตราส่วนของความแน่นอนและไม่แน่นอนต่างๆกันไป
ความแน่นอนของงานนั้น ก็คือ งานที่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง เริ่มยังไง จบยังไง และระหว่างกลางทำอะไรบ้าง 
อันนี้ก็คือ ความชำนาญในงานนั้นๆ ยิ่งทำไปยิ่งรู้ ยิ่งเป็นexpert ด้านนั้น
แต่ถ้าชำนาญมากๆ รู้ว่ามันต้องทำไง และทำบ่อยๆเข้า มันก็เบื่ออยู่ดี
ดังนั้นงานก็ต้องมีความท้าทายในตัวด้วยเหมือนกัน  เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เพิ่มสีสันให้กับคนที่ทำงานนั้น
แต่ก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ความไม่แน่นอน(uncertainty) อย่างเดียว  เพราะถ้าเกิดคนๆนั้นไม่รู้เลยว่าจะทำยังไง
ไม่มีคนให้ถาม หาคำตอบไม่ได้ งานมันก็ไม่เดิน ไม่เสร็จ ถึงมันจะท้าทายก็ตาม

ถ้าจะแบ่งเป็นระดับคร่าวๆก็น่าจะเป็นราวๆนี้
cer:uncer
100:0 = งานง่ายๆ ทำมาแล้วเป็นสิบๆครั้ง ทำได้คล่อง แต่ก็น่าเบื่อมาก
75:25 = งานเดิมๆ แต่เป็นงานที่แตกแขนงมาจากเดิม ได้เรียนรู้อะไรใหม่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย น่าเบื่อนิดหน่อย
50:50 = งานค่อนข้างท้าทาย เคยทำมาบางส่วน เลยมีความรู้อยู่ แต่ก็ยังขาดอยู่อีกเหมือนกัน ไม่น่าเบื่อ
25:75 = งานท้าทาย เป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อน มีพื้นฐานอยู่บ้าง และต้องเรียนรู้เพิ่มอีกเยอะ เหมือนหัดเรียนวิชาอะไรใหม่ๆ น่าตื่นเต้น
0:100 = งานบ้าอะไรไม่รู้จัก ความรู้ก็ไม่มี แต่ก็ยังต้องทำ จะถามใคร จะหาความรู้จากไหนก็ไม่มี งานแบบนี้ ยกธงขาวลาออกดีกว่า -_-"

นอกจาก "งาน" แต่ละอย่างจะมีอัตราส่วนแล้ว
"ตัวเรา" เองก็มีอัตราส่วนเหล่านั้นอยู่ในตัวเองด้วย
ในภาษาคนเล่นหุ้นหรือนักลงทุน จะเรียกว่า เรายอมรับ"ความเสี่ยง"ได้แค่ไหน
คนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย หมายถึง คนๆนั้น ชอบที่จะมีความcertaintyสูง ไม่อยากให้เกิดอะไรหวือหวามากๆ
ส่วนคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้มาก ก็หมายถึง คนๆนั้นชอบความท้าทายสูง  รับกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้
ซึ่งถ้าเราให้ตัวเองเจอกับเรื่องที่มีความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้  เราก็จะโอเค และแฮปปี้กับมัน
แต่ปัญหามันจะเกิด ก็เมื่อเราเจอเข้ากับสิ่งที่ผิดจากอัตราความเสี่ยงของตัวเรา
ถ้าคนที่ชอบเสี่ยงน้อยไปเจองานที่ทำให้ลุ้นระทึกตลอดเวลา  เขาก็คงจะลุ้น คงจะตื่นเต้นเกินไป เหนื่อยเกินไป
ตรงกันข้าม ถ้าคนที่ชอบความเสี่ยงมาก แต่กลับได้งานที่แบบรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป  นี่มันก็น่าเบื่อ และก็ทรมาณกันเกินไป

ดังนั้น สรุปว่า คนเราแต่ละคนก็รู้ตัวเองอยู่แล้ว ว่าเราชอบความท้าทายระดับไหน
อัตราcertainty:uncertaintyที่ตัวเองชอบอยู่ระดับไหน
ดังนั้น ถ้าเราสามารถเลือกงานที่มีระดับความท้าทายตรงกับระดับความท้าทายของตัวเองได้
งานนั้นก็จะไม่น่าเบื่อ ท้าทาย เราก็จะรักที่จะทำงานนั้น ทำให้งานนั้นออกมามีคุณภาพ

ปัญหามันก็จะมีอยู่ว่า แล้วถ้าเลือกงานที่จะทำไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง?
คำตอบก็คงจะเป็นว่า  "ถึงจะเลือกงานไม่ได้ แต่่เราก็เปลี่ยนอัตราความน่าสนใจของมันได้"
ถ้างานนั้นรู้อยู่แล้ว(certaintyเต็มร้อย) ทำซ้ำๆก็น่าเบื่อ ก็ต้องลองหาทางดัดแปลง ลองก้าวเข้าไปในส่วนที่เราไม่รู้ดู ทดลองอะไรเพิ่ม
หรือว่าเพิ่มคนอื่นเข้ามาร่วมด้วย ก็จะทำให้งานนั้นไม่น่าเบื่อได้
หรือว่าถ้างานนั้นไม่รู้เลย(uncertaintyเต็มร้อย) ก็ต้องหาทางเพิ่มcertaintyให้กับงานนั้น
ถ้าไม่รู้ก็ต้องเรียน ก็ต้องหาความรู้ ก็ต้องถามผู้รู้ หรือว่าทดลองทำให้มันได้มีประสบการณ์ขึ้นมา
ตรงนี้ก็จะทำให้เราเปลี่ยนอัตราส่วนของความท้าทาย  เพื่อให้มันดูไม่น่าเบื่อแล้ว

No comments:

Post a Comment