Pages

6/24/2011

Detect Lies using body languages (by Clark Freshman + ScamSchool)

2 cool videos from Scam School featuring with Clark Freshman - expert in body/facial expression and negotiation.

Part 1


Part 2


References:
Clark Freshman : http://www.clarkfreshman.com
Scam School (Revision3) : http://revision3.com/scamschool
Scam School (Youtube) : http://www.youtube.com/show/scamschool

6/12/2011

Surfers and Problems

picture from boston_camera

I went to Huntington beach today, just to find a place to read a book.
What I did instead was watching many surfers surfed in the ocean.
I don't know if they realize it or not, but from the third-person like me,
when they are swimming into the ocean and waiting for a big wave to come,
it looks more like a person who wants to run into a problem. weird.

Who like to run into a problem? I don't!

It is a strange feeling I had,  though I appreciate their courage and their ability to turn a problem into fun & profit, but I ask myself "would I do it?" the answer is always a no. It could be fear that governs my heart.

"Fear" is always come in the way when we talk about problems.
That's why we rather manage to avoid and escape them as much as they come, than to wait for it and solve it.

Why? Solving a problem is bitter, boring and hard.

Isn't the surfing bitter, boring and hard?
It could be for us, but it is certainly not in the surfers' eyes.
One explanation could be that, they have been fighting with the waves for so long until one day "they get it". They realize the nature of it, they realize what it can do, they realize how to solve it, and finally they realize how "fun" it can give for solving it.

Can we do that with our problems?

6/05/2011

Tips & Tricks : convert multiple images into one PDF , convert wma to mp3

Convert multiple images into one PDF file:
convert *.jpg outputpdf.pdf   

ps: png also works

Convert WMA file to MP3 file
mplayer -vo null -vc dummy -af resample=44100 -ao pcm -waveheader inputfilename.wma && lame -m s audiodump.wav -o outputfilename.mp3

ps: --waveheader can be neglect

6/04/2011

ทำไมคนจบสูงๆ ถึงกลายไปเป็นที่ปรึกษาบริษัท?

ที่ปรึกษา(Consultant)... รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นคำที่คุ้นเคยมากถ้าจะอยู่กับผู้คนที่จบสูงๆบ่อยๆ (พวกจบปริญญาเอกแล้ว ต่อไปจะใช้แทนว่า Ph.D.)  เพราะพวกเขาเหล่านี้มักจะได้รับ side-job ให้กลายไปเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทซะส่วนใหญ่  แล้วจบเอกเนี่ยมันก็ใช่ว่าจะตรงสายงานบริษัทนั้นก็เปล่า? แล้วทำไม...??

หัวข้อพวกนี้เป็นคำถามที่ ตัวเองก็ตั้งข้อสงสัยมานานแล้ว  แต่พออยู่กับคนเหล่านั้นมากๆ ก็เลยรู้สึกว่ามันกลายเป็นระบบแบบออโตเมติก  เลยไม่เคยที่จะคิดหาคำตอบว่าทำไมต้องเป็น consultant แล้วทำไมถึงเป็นได้  แต่ที่ยังค้างใจอยู่ตลอดคือทำไมปริญญาเอกมันก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้คำปรึกษาให้กับบริษัทต่างๆได้ ยิ่งบริษัทที่ไม่ได้ตรงสายกับที่จบเอกมาด้วย น่าสงสัยว่าเขาทำได้ยังไง  แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่า ตอนนี้ผมก็ยังไม่เคยได้ Ph.D. และยังไม่เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับใครที่ไหน เอาเป็นว่าทั้งหมดที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นแค่ความคิดตอนนี้ล้วนๆ ที่รู้สึกเกี่ยวกับงานด้าน consultant ก็แล้วกัน

Consultant คือการเป็นบุคคลที่ให้คำปรึกษาให้กับระบบการทำธุรกิจเพื่อให้มีการพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะแก้ไขจุดบกพร่องของระบบการทำงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพให้สิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น  ฟังดูแล้วก็น่าจะเป็นคำตอบของหลายๆธุรกิจ  แต่น่าแปลกมั๊ยว่า ทำไมเขาไม่จ้างคนทั่วๆไปมาทำ  แล้วทำไม Ph.D. ถึงทำได้?

หลักๆแล้วน่าจะเป็นที่ว่า  สังคมทั่วไปมองว่าคนจบ Ph.D. (หรือที่หลายๆคนเรียกว่า ด๊อกเตอร์) คือผู้ที่จบการศึกษาชั้นสูงสุดที่จะเป็นไปได้แล้วจากสถานศึกษา  ดังนั้นก็จะเป็นผู้ที่มีความรู้สูงกว่าคนทั่วๆไปมาก  ประกอบกับการที่ Ph.D. คือผู้ที่"อัพเดตตัวเอง"อยู่ตลอดเวลา และ"อ่าน" ข้อมูลที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นผลงานวิชาการมากมาย แค่นั้นก็น่าจะเป็นการโน้มน้าวให้หลายๆ บริษัทเลือกที่จะใช้งานคนที่จบ Ph.D.  อาจารย์ เพื่อมาเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเหล่านั้น

แล้วพอถึงย่อหน้านี้ก็ควรจะเป็นจุดที่ผมควรจะพูด counter-argument ว่าทำไม Ph.D. ถึงไม่น่าจะทำตำแหน่งนี้ได้   ประเด็นหลักๆคือว่า Ph.D. น่ะ มีความรู้พอที่จะไปให้คำปรึกษาเขาเหรอ??  อาจจะฟังดูแปลกๆในสายตาคนทั่วไปที่คิดว่า "เฮ้ยคนจบPh.D. ต้องตอบได้ทุกคำถามสิ"  แต่ความเป็นจริงแล้ว เปล่าเลย  ชีวิตการเรียน Ph.D. คือชีวิตที่ต้องขลุกอยู่กับเอกสารวิชาการ เฉพาะหัวข้อที่ตัวเองสนใจและตั้งเป็นหัวข้อวิจัยเท่านั้น  ถ้าจะพูดให้ชัดคือ Ph.D. ส่วนใหญ่จะต้องใช้ชีวิตอยู่กับการคิดแค่เรื่องๆเดียวอย่างต่ำเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ defense "หัวข้อ"ผ่าน จนถึง defense จบ ก็จะมีแต่เรื่อง"หัวข้อ"นั้นๆแค่อันเดียว   แล้วหัวข้อนั้นน่ะ มันจะใช่ที่ๆบริษัทต้องการมั๊ย?  แล้วbusiness model ของบริษัทนั้นๆ มันจะตรงกับหัวข้อวิจัยที่ Ph.D. คนนั้นทำจบรึเปล่า?  ต้องบอกว่า "โอกาสตรงกันมันน้อยมาก"  เพราะโอกาสตรงกันมีอยู่อย่างเดียวคือ Ph.D. คนนั้นขายงานวิจัยให้กับบริษัทนั้นเพื่อ implement ขึ้นมาใช้ในทางการค้า  กรณีอื่นๆ ก็มีแค่เฉียดๆ หรือว่าไม่ตรงเลย  มากไปกว่านั้น นอกจากจะโอกาสที่ความคิดของ Ph.D. คนนั้นจะตรงสาย"เป๊ะๆ" กับธุรกิจนั้นจะน้อยแล้ว   ประสบการณ์การทำงานของPh.D.นั้นในสายการทำงานนั้นยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่  คนที่จบ Ph.D. ส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาในการอยู่กับโลกของการศึกษาในช่วงทำ Ph.D. อย่างต่ำๆก็ 5 ปี และไม่ค่อยได้มีการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมในทางโลกอุตสาหกรรมเลย  นี่ยิ่งเป็นเหตุผลใหญ่อีกเหตุผลนึงที่ Ph.D. ไม่น่าจะเหมาะกับการทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทในโลกอุตสาหกรรม

แต่ถึงกระนั้น   การจ้างงาน Ph.D. เพื่อให้เป็นที่ปรึกษาให้กับระบบต่างๆ ก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา  เพราะถึงแม้ว่าการที่ Ph.D. ทุ่มเทเวลาให้กับโลกการศึกษาอย่างเดียวนั้น  ก็ได้หล่อหลอมพฤติกรรมบางอย่างที่จำเป็นไปด้วย  บวกกับความคาดหวังของสังคม(expectation drive) ก็เป็นแรงกระตุ้นให้สามารถทำอาชีพตรงนี้ไปได้

สิ่งที่หล่อหลอมให้เป็น Ph.D. เป็นยังไง?  คนที่มองอยู่ภายนอกและไม่เคยสัมผัสการทำวิจัย จะไม่มีทางรู้ความรู้สึกที่ยากลำบากของการทำวิจัยเลย  คนที่ผ่านการทำวิจัยมาแล้วจะเข้าใจว่า การที่ต้องกินอยู่หลับนอนกับหัวข้อวิจัย  และต้องคิดแต่เรื่องนี้ตั้งแต่ตื่นนอนยันนอนหลับ มันทรมาณขนาดไหน  ทั้งนี้เพื่อจะหาทางว่าจะทำยังไงให้มันพัฒนาขึ้น จะทำยังไงถึงจะแย้งกับทฤษฎีคนอื่นได้  ทำยังไงถึงจะเขียนออกมาเพื่อโน้มน้าวใจคนอ่านได้  และถ้าได้ไปConference ก็ต้องไปพูดโน้มน้าวใจให้คนอื่นเห็นความสำคัญของงานที่ตัวเองทำอีก  ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ Ph.D. มี skill หลายๆอย่างติดตัวเพื่อเอาไปไว้ใช้ในงานนอก เช่น  ความอดทน  ความสามารถในการหาและอ้างอิงงานคนอื่น  ความสามารถในการคิดเป็นเหตุเป็นผลเพื่อโต้แย้งหรือยอมรับความคิดงานของคนอื่น  ความสามารถในการหาข้อบกพร่องในงานคนอื่น  และความสามารถในการเขียน/พูดเพื่อโน้มน้าวใจคนอื่นได้   ซึ่งSkillsเหล่านี้เองความจริงก็เป็นสิ่งที่จะสามารถเอาไปใช้ทำงานได้ทุกๆสาขาอาชีพได้   แต่สิ่งที่มันใช้ได้กับอาชีพที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ ก็เพราะ  ถ้าผู้บริหารคนนั้นคิดแต่ธุรกิจตัวเองมากเกินไป  มุมมองจากคนนอก และโดยเฉพาะคนนอกที่ชอบที่จะมองหาข้อบกพร่องของสิ่งต่างๆอยู่แล้ว ย่อมจะได้เป็นคำแนะนำที่ดีในการนำไปสู่การพัฒนาให้ดีขึ้นได้   ยิ่งการพูดเป็นเหตุเป็นผล หาหลักฐานอ้างอิงมาหักล้าง และการพูดโน้มน้าวที่ดี  ก็จะยิ่งทำให้ข้อสังเกต/แนะนำ ยิ่งน่านำไปปฏิบัติใช้จริงมากยิ่งขึ้น   ถึงแม้ข้อแนะนำเหล่านั้นจะไม่ได้มาจากคนที่มีประสบการณ์ตรง  แต่ก็คุ้มค่าคุ้มเวลา ที่จะพิจารณา

อีกประเด็นนึงก็คือ  ความคาดหวังของตัวสังคม และผู้ที่จ้างงาน   ตรงนี้มักจะเป็นจิตวิทยาที่ผลักดันให้คนหลายๆคนทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้มาแล้ว   ยกตัวอย่างเช่น การที่เราบอกเด็กๆว่า เขาเป็นเด็กเก่ง เป็นเด็กฉลาด  และถูกสภาพสังคม(พ่อแม่และครู) คาดหวังในตัวเด็กคนนั้นมากขึ้น และในที่สุดก็จะผลักดันให้เด็กคนนั้นทำผลงานการเรียนได้ดีขึ้น  หรือการที่คนส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมไปเป็นแนวทางเดียวกับกลุ่มที่คนๆนั้นคบอยู่ด้วย  ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ความคาดหวังของกลุ่มที่คบด้วย มีผลทำให้คนๆนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามกลุ่มด้วย   เช่นเดียวกัน   ถ้า Ph.D. ถูกกลุ่มสังคม(คณาจารย์ต่างๆ , นักเรียน, คนทั่วไป , ผู้บริหาร/เจ้าของกิจการต่างๆ) คาดหวังว่าคนๆนี้จะต้องเป็นคนเก่ง ทำได้ทุกอย่าง ตอบได้ทุกเรื่อง  ก็จะเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้เกิดการศึกษาหาความรู้เพิ่มมากขึ้นในด้านที่ขาด  แล้วยิ่งเป็นคนที่ได้ฝึด้านการหาความรู้ และตีความความรู้ต่างๆ แยกแยะข้อดีข้อเสียของข้อมูลต่างๆมาเป็นอย่างดีแล้ว  การเรียนรู้ตรงนี้ยิ่งทำได้ง่าย และรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ก็สามารถสรุปสั้นๆได้ว่า  คนจบสูงน่ะไม่ได้มีความรู้(knowledge)สูง ที่จะตอบคำถามได้ทุกสิ่งทุกอย่างได้  แต่คนจบสูงมี"skill"สูง ที่จะสามารถหาคำตอบในคำถามนั้นๆได้  และนั่นเป็นสิ่งที่สิ่งที่เรียกว่า "ปริญญาเอก" (Ph.D. : Philosophy Doctor) ถูกใช้มาเป็นเครื่องมือการันตีความสามารถนั้นมากกว่า

6/01/2011

How Facebook does its daily release

If you wonder how facebook "pushes" their code in really time, in fact it releases everyday.

Check out this VDO here from Facebook Engineer  (a talk by Chuck Rossi)
http://www.facebook.com/video/video.php?v=10100259101684977&oid=9445547199

Or you can see Jonathan Rasmusson summarized what on the VDO
http://agilewarrior.wordpress.com/2011/05/28/how-facebook-pushes-new-code-live/

It is a great VDO clip for people who study Software Engineering (esp, Release Engineer)

My additional thought about this is:

      Like from the conclusion of the presentation, a good software is composed from "people", "culture", and "company".  It is really awesome to see the daily pushes actually happening in Facebook, but to think as a small-medium size company, this is really hard to happen. For example, how could you get many people generate lots of feedback in few minutes if your "company" is not big enough.
      "culture" has a good display here. In the VDO, it greatly shows 3 main key concepts of Facebook's developing culture: communication, responsibility and strictly on-time. "Good communication" as they are persistently talk to release engineers, developers know what they working on via IRC, they have "on-call" for supporting any bug. "Responsibility" as they have assigned features/bugs to one individual and made the developers realized their ownership of code, even they have IRC confirm message to ask the developer before they push their code out. It does not only serve mental human need, it is also good for keeping track - tracking down the error code. Lastly "on-time" culture, that they have to push things out every day (although big push is on Tuesday only), I think it's not only help reducing the risk (change often), but also reducing employee confuses by maintaining regular pattern.
Most importantly, the foundation of the company is come from developers (Zuckerberg and friends). Who would know developer behaviors than the developers themselves.
     "people" is the critical ingredient in the software process. From the talk, I imagine how a developer have to face in each day as they have to face new problem/bug/feature everyday, test previous codes, and still have to manage to push it in the trunk before 5pm. That's a tough job. And that requires talented people.

    I have to re-think about what "tool" plays a role in this. Even the presentation on the tools' interfaces are fascinating, and they benefit the process greatly and everyone is researching/building new tools. It does nothing comparing to the management, culture, and people's commitment to their work. I might have to read more on processes, rather than thinking about tools.