Pages

8/15/2011

Short Blog: How to Capture HTTP POST packets in Wireshark

Wireshark มี filter อยู่สองตัว คือ Capture Filter และ Display Filter มีความต่างกันคือ

  1. Capture Filter: เอาไว้กรอง packet ที่ดักได้ผ่านทาง Network Interface เลย  คือถ้าดักจับมาแล้วไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ก็คือจะทิ้ง packet นั้นไป ไม่บันทึกข้อมูลลงในระบบ wireshark  เนื่องจากที่ capture filter นี้จะต้องอ่านทุกๆ packets ที่เครื่องสามารถจับได้  ดังนั้นกระบวนการกรองจึงต้องทำด้วยความรวดเร็วมาก มิฉะนั้นถ้าช้า จะทำให้ packet บางตัวหลุดการจับไปได้  จึงทำให้ Capture Filter มีความสามารถจำกัด  คือกรองได้เฉพาะอะไรที่ง่ายๆเท่านั้น
  2. Display Filter: เอาไว้สำหรับ กรอง packets ที่ได้มาจากการดักจับหลังจากผ่าน Capture Filter มาแล้ว เพื่อมาแสดงผลเท่านั้น  โดยหลังจากที่ Capture Filter กรองpackets ออกมาจนทำเป็นลิสต์ได้แล้ว  Display Filter ก็จะไปกรองลิสต์นั้นอีกทีเพื่อเลือกเฉพาะสิ่งที่ผู้ใช้สนใจ  และจุดต่างอีกจุดที่สำคัญของ Display Filter คือ  การกรองตรงนี้จะไม่ทำการลบ packet ที่ไม่ใช่ ทิ้งไป  นี่จะเป็นการกรองเพื่อแสดงผลเท่านั้น  และเมื่อยกเลิกDisplay Filter  ก็จะได้ลิสต์ของpacketเดิมกลับมา
คราวนี้เนื่องจากว่า Capture Filter ไม่สามารถระบุเลยได้ว่าจะเอาเฉพาะ POST request ของ HTTP ได้  ดังนั้น Capture Filter เลยจะเหลือแค่  
host 1.2.3.4 and port http

คือจะดักเอาเฉพาะ IP address ต้นทางหรือปลายทางที่เป็น 1.2.3.4 เท่านั้น และเอาเฉพาะ packet ที่เป็น HTTP เท่านั้น

หลังจากใช้ Capture Filter แบบนี้เราจะได้ packet มากมายอยู่... แต่สิ่งที่เราต้องการคือช่องที่ใช้ login ซึ่งปกติจะเขียนด้วย Form และใช้ POST method เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ URL มี password ของผู้ใช้แสดงให้เห็นอยู่เหมือน GET method 

ตัวอย่างของ html post form จะเป็นแบบ...
<form action="login.php" method="POST">
  <input type="text" name="username"/><br>
  <input type="password" name="password"/>
</form>


ในเมื่อ Capture Filter ไม่สามารถ Filter ให้เราได้ถึง HTTP request method แบบ POST แบบนี้ได้  เราจึงต้องใช้ระบบ Display Filter เข้ามาช่วย

โดยถ้าเราเขียน Display Filter ว่า...
http.request.method=="POST"
หรือ
ip.dst==1.2.3.4 && http.request.method=="POST"

ก็จะเป็นการระบุชัดเจนว่า  ให้แสดงผลออกมาเฉพาะ packet ที่วิ่งไปหา(destination) 1.2.3.4
และใช้ HTTP request method แบบ POST


สังเกตที่ Title bar (สีดำ)  จะเป็น capture filter
และตรงสีเขียวๆ ที่เขียนว่า Filter: ด้านหน้า จะเป็น display filter

8/03/2011

กลโกง "ของขลัง"

เกริ่นมาซะยืดยาวใน โพสต์ "ความเชื่อ" ที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราติดกับดักของกลลวงของขลังนี้
ตอนนี้ก็จะมาพูดถึงเรื่องของขลังกันตรงๆเลยดีกว่า  ไม่เย่นเย้อละ
ภาพ screenshot นำมาจาก The Real Hustle ตอน The Alternative
ดูเต็มๆได้จาก http://www.youtube.com/watch?v=3tMdinVZrDo (ถ้าไม่โดนลบไปซะก่อน)

มุขกลลวงของขลังที่โชว์ในตอนนี้ก็คือ การเล่นปาหี่ให้เห็นว่า ของขลังตัวเองศักดิ์สิทธิ์จริง
และเพื่อให้คนที่สนใจเชื่อ และหลงซื้อของที่ว่าเป็นของขลังนั้น ในราคาที่มากกว่ามูลค่าของมันจริงๆ


ปัจจัยหลักๆที่ทำให้กลลวงแบบนี้สำเร็จ
  1. "ความอยากจะเชื่อ" ของลูกค้า  แน่นอนว่า คนที่เดินเข้าร้านที่ขายของขลังทั้งหลายแบบนี้คือผู้คนที่พร้อมจะเชื่อเรื่องของขลังอยู่แล้ว   ถ้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลยพวกเขาคงเดินผ่านหน้าร้านไปแบบไม่ชายตามองเลย  ดังนั้นเมื่อได้เหยื่อเป็นคนที่พร้อมที่จะเชื่อ  พร้อมรับฟังเหตุผลที่พ่อค้าชี้แจงให้ฟัง  ย่อมหมายความว่าคนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะถูกหลอกจากกลโกงนี้ง่ายๆเลย
  2. "การพูดโน้มน้าว" ถูกใช้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในการกล่อมเหยื่อให้มีความเชื่อในเรื่องที่กำลังขายมากขึ้น  โดยอาศัยการเพิ่ม "ตรรกะเหตุผล" เข้าไปให้เหยื่อเชื่อได้ง่ายขึ้น(ถ้าเหยื่อเป็นพวกชอบเหตุผล)  หรือบางครั้งก็อาศัยการ "ยืมประสบการณ์" ของคนอื่นมาเล่าต่อ(ถ้าเหยื่อเป็นพวกชอบเชื่อเรื่องเล่าต่อๆกันมา)  หรืออาจจะใช้ทั้งสองอย่าง เพื่อให้ได้ประสิทธิผลมากขึ้น
  3. "การใช้ศัพท์เทคนิค" คนเราเวลาเจอกับสิ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน  แทนที่จะไม่เชื่อในสิ่งนั้นเลย  คนเราจะชอบพูดว่า "เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง" หรือ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้โดนชักจูงให้เชื่อได้ง่ายขึ้น  เพราะถ้าแค่พูดอะไรที่เขาไม่รู้ไป  แล้วเขาก็เชื่อมาครึ่งนึง(50%)แล้ว  ที่เหลือก็คือเพิ่มเรื่องที่เกี่ยวข้อง(และเขาไม่รู้)เข้าไปเรื่อยๆ  จะเริ่มทำเหมือนเรารู้จริง  และความเชื่อก็จะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ 
  4. "การแสดงอภินิหาร" สิ่งวิเศษมหัศจรรย์ ที่แปลกแยกแตกต่างอย่างเหนือกว่า ใครเห็นก็อยากมีไว้ครอบครอง ดังนั้นถ้าเพิ่มการแสดงพลังอำนาจให้ปรากฎต่อสายตา เห็นกันต่อหน้าต่อตากันเลย ก็ยิ่งทำให้มีคนเชื่อถือว่ามันต้องเป็นของศักดิ์สิทธิ์แน่นอน  ถึงแม้ว่าความจริงแล้วมันจะเป็นแค่ "การแสดง" ก็ตาม
  5. "การจัดสถานที่และสิ่งแวดล้อม" รวมถึงสไตล์การแต่งตัว สไตล์การพูด การใช้คำศัพท์ที่เป็นเชิงเทคนิคที่เหยื่อไม่รู้จัก ยิ่งจะทำให้รู้สึกว่ามันมีมนต์ขลังมากขึ้น  เรียกว่าเป็นการใช้ Preload เพื่อให้เหยื่อเชื่อว่าคนที่พูดเรื่องนี้ย่อมเป็นคนที่มีความรู้จริง รู้ตรง รู้ลึกทางด้านนี้โดยเฉพาะ  แล้วจะส่งผลให้เชื่อในสิ่งที่คนๆนั้นพูดมากขึ้น 

มาดูว่าเขาทำยังไงกันบ้างดีกว่า

     1. นักตุ๋นทั้งหลาย ก็มาตั้งร้านข้างถนนไว้ ในตลาดนัดที่ค่อนข้างจะมีผู้คนพลุกพล่าน  พอมีผู้คนมากก็ย่อมมีโอกาสที่จะมีคนสนใจเรื่องพวกนี้มากด้วย   รวมถึงการประดับตกแต่งร้านให้ทั้งน่าสนใจและมีกลิ่นอายของไสยศาสตร์ปนอยู่ด้วย  (ความจริงแล้วไสย์จากประเทศไหนก็ไม่รู้มั่วกันหมด)

     2. เมื่อเหยื่อหลงเข้ามาแล้ว  นั่นแปลว่าเหยื่อสนใจในทางด้านนี้  ซึ่งย่อมจะทำให้เกลี้ยกล่อมง่ายขึ้นมาก  หลังจากทักทายแล้วทางนักต้มตุ๋นจะเริ่มใช้วิธีการพูด เพื่อหยั่งพื้นฐานของเหยื่อก่อนเช่น "คุณสนใจแนวไหน" , "คุณต้องการให้เกิดอะไรในชีวิต" เพื่อให้ได้ pre-text มาเป็นเนื้อหาหลักในการสนทนา  เพื่อจะได้รู้ว่าจะพูดกล่อมไปทางไหนต่อ
     3. ในบทสนทนา  นักต้มตุ๋นจะพูดในฐานะเป็นคนที่เคยลองกับตัวเองแล้วได้ผล  และอาจจะเพิ่มการอ้างบุคคลดังๆด้วยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ    และยังต้องพูดในแบบที่ตัวเองมีความรู้ และแนะนำเหยื่อได้ เช่นว่า "ถ้าคุณสนใจแบบนี้ หรือต้องการให้เกิดสิ่งแบบนี้ในชีวิต ....  คุณสนใจสิ่งนี้มั๊ย...สิ่งนี้ช่วยคุณได้เพราะ......"     ตรง "เพราะ" นี่แหละ ที่เริ่มเอาสิ่งลี้ลับเข้ามาพูดได้  ไม่ว่าจะอ้างประสบการณ์ตัวเอง  อ้างประสบการณ์คนอื่น  หรือว่าหาเหตุผลที่มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้มาพูด เช่น อ้างเรื่อง พลังจักระ  พลังชี่  หยินหยาง  พลังแม่เหล็ก  คลื่นไฟฟ้า  พลังงานตรีเอกานุภาพ  พลังงานควอนตั้ม  พลังงานจากโมเลกุลน้ำ  ฯลฯ
     4. เมื่อพูดหลักการอย่างเดียวหรือว่าพูดประสบการณ์อย่างเดียว  อาจจะไม่โน้มน้าวจิตใจเพียงพอ  บางคนก็อาจจะต่อด้วยการแสดง"อภินิหาร"ให้ดู  เช่นในกรณีนี้ 
             4.1 Alex จะให้เหยื่อทดลองผลักแท่งไม้ที่Alexถืออยู่ แล้วดันAlexให้ถอยหลังให้ได้  โดยเปรียบเทียบระหว่างไม่ถือหิน  กับตอนหลังถือหิน   เพื่อพิสูจน์ว่า หินตัวนี้ช่วยทำให้จักระในร่างกายสมดุลมากขึ้น
แน่นอนอยู่แล้วว่า พอผลักแบบไม่ถือหินศักดิ์สิทธิ์  Alex ก็ต้องโดนผลักถอยหลังไป

แต่พอถือหินศักดิ์สิทธิ์แล้ว Alexสามารถยืนตัวตรงอยู่ได้ไม่โดนผลักล้ม

              แสดงว่า... หินศักดิ์สิทธิ์ทำให้ร่างกายAlexแข็งแรงขึ้น???? ............ ผิดถนัดเลย
              ตอนก่อนถือหิน Alex ยืนให้ผลักไม้ในตำแหน่งตรงๆ กับแนวแรงรวม(สีแดง) ดังนั้นจึงผลักแล้วเซถอยหลังไปได้ง่ายๆ  ซึ่งความจริง Alex จงใจไม่ออกแรงต้านไว้ด้วย  แล้วพอแรงถึงจุดนึงก็ยอมทำท่าเซถอยหลังให้
              ตอนหลังถือหินแล้ว  เพื่อพิสูจน์ว่าหินศักดิ์สิทธิ์นี้ทำให้ร่างกายแข็งแรง สร้างอภินิหารได้ทันตา   Alex จงใจงอข้อศอก ให้ดูเหมือนยกน้ำหนักขึ้นมาไว้ที่คอ  การงอข้อศอกนี้ ทำให้ทิศทางของแนวแรงเปลี่ยนไป กลายเป็นผลักขึ้น(สีแดง)  คนที่ผลักเข้ามาจึงใช้แรงซึ่งเหมือนกับยกตัวของ Alex ขึ้น แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องยกไม่ขึ้น  แต่ที่แน่นอนกว่าคือ แนวแรงผลักขึ้นแบบนี้  มันไม่ได้ช่วยให้Alexโดนผลักถอยหลังเลยซักนิด

              4.2 มุขของ Paul ยิ่งง่ายกว่าโดยไม่ต้องอาศัยวิธีทางฟิสิกส์ในการอธิบายเลย  โดยPaul แค่บอกให้เหยื่อยืนแขนออกมาตรงๆแล้วเดี๋ยว Paul จะลองกดดู เปรียบเทียบกันระหว่าง มีหินอยู่ในมือกับไม่มีหิน   มุขนี้คนโดนหลอกก็จะเชื่อได้ง่ายกว่าเพราะว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในกลนี้ด้วย ทำให้ตัวเองรู้ตัวเองอยู่แล้ว จะได้เชื่อสนิทใจยิ่งขึ้น
เหยียดแขน แบมือ(ไม่ถือเหรียญ) แล้วลองกด แน่นอนว่าแขนจะต้องโดนกดลงได้ง่ายๆ 
แม้แต่ตัวก็อาจจะเอนตามแรงกดด้วย

แต่พอถือเหรียญอยู่ในมือ  เหยียดแขน และกด ด้วยแรงเท่าเดิม
จะเห็นว่ากดให้แขนลงยากขึ้น  ตัวก็ไม่เอนตามแล้ว 

   แสดงว่า.... หินศักดิ์สิทธิ์ทำให้ร่างกายของผู้ครอบครองมีความแข็งแกร่งขึ้น???
......... นี่ก็ผิดอีกเช่นกัน

          เหตุที่เวลากดมือเวลาถือหินแล้วมือไม่ตกลง  ก็เพราะว่าเวลาที่เรากำอะไรซักอย่างอยู่ในมือ กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของแขนจะเกร็งขึ้น (ลองทดลองหงายมือแล้วกำมือเปล่าๆดูก็ได้)  แล้วพอกล้ามเนื้อทั้งแขนเกร็งขึ้น มันก็จะแข็งแล้วก็ทำให้กดแขนให้ลงได้ยาก  แล้วถ้ายิ่งรวมกับนักต้มตุ๋นพยายามกดให้เบาลงด้วยแล้ว ยิ่งจะโดนหลอกให้เชื่อง่ายเข้าไปอีก

           4.3 การใช้เทคนิคการทำนายทายทัก  โดยถ้านักต้มตุ๋นที่มีความสามารถในการอ่านท่าทาง พฤติกรรม หรือลักษณะทั่วไปของคนนั้นได้ จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือในของขลังนี้เข้าไปอีก  เช่น ถ้าเจอคนท่าทางเศร้าๆ สีหน้าหม่นหมอง ก็อาจจะทักได้ว่า คุณกำลังมีกรรม  จะต้องซื้อของพวกนี้ไปแก้กรรมซะ อาจจะบวกกับเล่นกลตะปู/เส้นผมในไข่ หรือเลือดแดงๆในไข่ไก่  จะยิ่งทำให้น่าเชื่อไปอีก

     5. ปิดการขาย  หลังจากเหยื่อเริ่มเชื่อจนสนิทใจแล้ว  ในที่สุดก็จะยอมซื้อสินค้า  ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าคนขายจะตั้งราคาตามใจยังไงก็ได้   แต่ส่วนใหญ่จะแพงกว่ามูลค่าความเป็นจริงอยู่แล้ว

และแล้วทีมงาน The Real Hustle ก็สามารถหลอกขายหินไม่มีค่าที่ซื้อมาจากร้านตกแต่งสวน มาขายในชื่อ Eltsuh Lear Stone ได้ตั้งชิ้นละ 15 ปอนด์  แค่เพียงพูดโฆษณานิดหน่อย และโชว์ปาหี่เล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
หินศักดิ์สิทธิ์ Eltsuh Lear ช่วยให้เพิ่มความสมดุลในร่างกาย แน่นอนว่าหินชื่อนี้ไม่มีจริงหรอก

วิธีการป้องกันตัวจากเรื่องเหล่านี้
  1. อย่าไปเชื่ออะไรที่ตั้งร้านแผงลอยแบบนี้   เพราะของพวกนี้มักไม่ใช่ของแท้จริง  การไม่มีร้านเป็นหลักเป็นแหล่ง มักจะหมายถึงการที่ไม่อยากให้ผู้คนมาติดต่อสอบถาม รวมถึงคืนสินค้า ถ้าสินค้านั้นมีปัญหา
  2. ถ้าของสิ่งนั้นดีจริง  เป็นของดีที่เพิ่งค้นพบ  ป่านนี้มันถูกนักข่าวประโคมข่าวให้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว  ไม่ใช่จะทำให้เราเพิ่งมาเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจากข้างถนนแบบนี้
  3. รวมถึงคำศัพท์ทางเทคนิคดังกล่าว  ถ้ามันเป็นเรื่องจริง  คำศัพท์นั้นก็จะ Google ค้นหาเจอได้อย่างง่ายดายเพราะความที่มันยอดนิยม  แต่ถ้าศัพท์เทคนิคนั้นมันไม่มีจริง  หรือความหมายไม่ใช่อย่างที่ได้ยินมาจากปากคนขาย... นั่นก็คือ คุณโดนหลอกแล้ว
  4. แล้วก็กลับมาเรื่องความเชื่ออีกครั้ง  ก็ย้ำอีกทีว่าให้ใช้ กาลามสูตร เป็นเครื่องระลึกถึงในการพิจารณาว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้เห็นมานั้น ควรเชื่อหรือไม่    


     ถ้าคิดว่าสิ่งๆนั้นไม่ควรเชื่อ หรือมีสาเหตุหนึ่งเหตุใดแค่เพียงนิดเดียวไม่ให้เชื่อได้สนิทใจ 
 สิ่งที่ควรทำก็ง่ายๆ...เพียงแค่ ... เดินผ่านออกจากตรงนั้นไป ... เท่านั้นเอง



8/02/2011

ความเชื่อ

หลายคน เชื่อว่าในโลกนี้มีสิ่งที่ลี้ลับ มีพลังอำนาจที่มองไม่เห็นอยู่
หลายคน เชื่อว่าพลังอำนาจเหล่านั้นถึงจะไม่ได้เห็น แต่ก็เชื่อว่ามันมีจริงๆ
แล้วถ้ายิ่งเราสามารถนำเอาพลังเหล่านั้นมาใช้เพื่อเสริมกำลังให้กับตนเองได้แล้วนั้น
ย่อมมีคนที่ถึงขนาดที่ยอมลงทุนลงแรง ออกตามหาซื้อทุกสิ่งที่จะทำให้เกิดผลดีกับตัวเอง
จนถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวเลยก็ยังมีมาแล้ว

แล้วทำไมถึงเชื่อเรื่องพวกนี้?


ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า สิ่งนึงที่มีอยู่ในตัวคนทุกๆคนนั่นคือ "ความอยากที่จะเชื่อ"
หมายถึง เมื่อเราได้ยินประโยคอะไรเข้ามาแล้ว เราก็แทบจะเชื่อเลยทันทีที่ได้ยิน  แต่สิ่งที่เรียกว่า "วิจารณญาณ" ของแต่ละคนจะเริ่มเข้ามาเป็นตัวกลั่นกรองว่าสิ่งนั้นควรที่จะเชื่อหรือไม่ควรที่จะเชื่อ

ซึ่งตัววิจารณญาณนี้เองหมายถึงการใช้ "ตรรกะเหตุผล" และ "ประสบการณ์" เป็นการประกอบการตัดสินใจว่าสิ่งนั้นควรเชื่อดีมั๊ย  โดยสองสิ่งนี้แตกต่างกันในแต่ละคน จึงทำให้การตัดสินใจจะเชื่อในเรื่องนึงๆ ของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปด้วย

จะเชื่อหรือไม่ ควรจะใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนเสมอ

เราคงบังคับให้ใครเชื่ออะไรอย่างที่เราต้องการให้เขาเชื่อคงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือ  การช่วยเพิ่ม "ตรรกะเหตุผล" ให้เขา หรือ อ้างอิง "ประสบการณ์" ของบุคคลอื่น(หรือตัวเอง) ให้กับเขา   โดยหวังว่าสิ่งที่เพิ่มไปจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้เขาโน้มเอียงมาคิดในแนวทางเดียวกับเรา

แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างจะใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหาได้หมด  โดยเฉพาะสิ่งที่ "มองไม่เห็น"
แน่นอนว่า ไม่มีทางใช้ "ตรรกะเหตุผล" อะไรมาพิสูจน์ได้อยู่แล้ว  ไม่งั้นคงเป็นการค้นพบ
ทางวิทยาศาสตร์ที่มาเขย่าวงการระดับโลกได้แน่ๆ ก็เหลือแต่เพียงการใช้วิจารณญาณทางด้าน
 "ประสบการณ์" เข้ามาเป็นส่วนหลักในการช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งตรงนี้เองที่มีจุดอ่อนอย่างมาก

ยกตัวอย่างง่ายๆ  สมมุติเราพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างเช่น "ทิศเหนือ" แล้วให้คนที่อยู่ในห้องทุกคนปิดตาลงแล้วลองชี้ไปทางทิศเหนือ   สิ่งที่จะเห็นได้แน่ๆคือ  แต่ละคนชี้ไปคนละทิศคนละทางกันเลย   มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประสบการณ์และความรู้สึก ของแต่ละคนมันจึงไม่ใช่สิ่งที่เอาไว้ชี้วัดความจริงอะไรได้เลย

กลับมาถึงเรื่องการใช้ประสบการณ์มาวัดสิ่งที่มองไม่เห็น อย่างที่บอกไปแล้วว่าประสบการณ์
ของแต่ละคนมันต่างกันจะใช้ชี้วัดอะไรที่จริงๆจังๆไม่ได้ เช่น เวลาคนเห็นหน้าต่างอยู่ๆก็ปิด/เปิดได้เอง
คนที่เห็นคนนึงอาจจะบอกว่า "น่าจะเป็นผีมาปิดเปิด ไม่งั้นมันจะปิดเปิดเองได้ยังไง"
อีกคนที่เห็นเหตุการณ์เดียวกันอาจจะมองเห็นเป็นแค่ "ลมพัดหน้าต่างปิด/เปิด" เท่านั้นเองก็ได้
ไม่เกี่ยวอะไรกับฑูตผีเทวดาเลย  แค่ประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคนก็ต่างกันแล้ว

ยังมีประสบการณ์ที่ยืมของคนอื่นมาอีก ซึ่งยิ่งเชื่อถือไม่ได้เข้าไปใหญ่ ประโยคที่บอกว่า "ก็คนเขาว่ากันมาว่าดี"
"เจ้าพ่อองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์", "หมอดูคนนี้ทายแม่นนะ", "(ญาติ/พี่ป้าน้าอา/เพื่อน/คนสนิท/คนรู้จัก)เขาว่ากินยาเนี้ยแล้วหาย"  เป็นประสบการณ์ที่อ้างอิงจากคนอื่นมาทั้งนั้น   ข้อเสียของประสบการณ์ที่ไม่ใช่ของตัวเองแล้วต้องอ้างอิงมาเนี่ยคือ  สถานการณ์ต่างๆมันไม่เหมือนกัน  และที่สำคัญเลย คือมันไม่ใช่ของตัวเอง   แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า คนส่วนใหญ่ก็พอฟังของพวกนี้แล้ว ก็เชื่อเลยสนิทใจ  แถมยังสามารถเล่าต่อได้เป็นฉากๆ เหมือนกับเคยเจอมาด้วยตัวเองยังไงยังงั้น ?!?!?

เลิกกันดีกว่ามั๊ยครับ ในการที่จะตัดสินอะไรง่ายๆ จากสิ่งที่เชื่อตามๆกันมา  หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนพิสูจน์ไม่ได้   ความจริงสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ก็ไม่ควรจะเอาไปใช้ในการตัดสินใจด้วยเหมือนกัน

อย่างหลักธรรมที่เรียกว่า "กาลามสูตร" ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมไว้เพื่อมิให้พุทธศาสนิกชนหลงงมงาย
เชื่อถือในสิ่งที่ไม่ได้ใช้ปัญญาไตร่ตรองมาก่อน กาลามสูตรมีทั้งหมด 10 ประการ ดังนี้

  1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
  2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
  3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
  4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
  5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
  6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
  7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
  8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
  9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
  10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ความจริงรวมถึงเรื่องพระพุทธเจ้ามีจริงมั๊ย  หลักธรรมคำสั่งสอนนี้ใช้ได้จริงรึเปล่า  หรือว่าบทความนี้มันยกเมฆมาเขียนรึเปล่า    กรุณาใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองก่อนที่จะเชื่อนะครับ