Pages

8/03/2011

กลโกง "ของขลัง"

เกริ่นมาซะยืดยาวใน โพสต์ "ความเชื่อ" ที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราติดกับดักของกลลวงของขลังนี้
ตอนนี้ก็จะมาพูดถึงเรื่องของขลังกันตรงๆเลยดีกว่า  ไม่เย่นเย้อละ
ภาพ screenshot นำมาจาก The Real Hustle ตอน The Alternative
ดูเต็มๆได้จาก http://www.youtube.com/watch?v=3tMdinVZrDo (ถ้าไม่โดนลบไปซะก่อน)

มุขกลลวงของขลังที่โชว์ในตอนนี้ก็คือ การเล่นปาหี่ให้เห็นว่า ของขลังตัวเองศักดิ์สิทธิ์จริง
และเพื่อให้คนที่สนใจเชื่อ และหลงซื้อของที่ว่าเป็นของขลังนั้น ในราคาที่มากกว่ามูลค่าของมันจริงๆ


ปัจจัยหลักๆที่ทำให้กลลวงแบบนี้สำเร็จ
  1. "ความอยากจะเชื่อ" ของลูกค้า  แน่นอนว่า คนที่เดินเข้าร้านที่ขายของขลังทั้งหลายแบบนี้คือผู้คนที่พร้อมจะเชื่อเรื่องของขลังอยู่แล้ว   ถ้าไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลยพวกเขาคงเดินผ่านหน้าร้านไปแบบไม่ชายตามองเลย  ดังนั้นเมื่อได้เหยื่อเป็นคนที่พร้อมที่จะเชื่อ  พร้อมรับฟังเหตุผลที่พ่อค้าชี้แจงให้ฟัง  ย่อมหมายความว่าคนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะถูกหลอกจากกลโกงนี้ง่ายๆเลย
  2. "การพูดโน้มน้าว" ถูกใช้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในการกล่อมเหยื่อให้มีความเชื่อในเรื่องที่กำลังขายมากขึ้น  โดยอาศัยการเพิ่ม "ตรรกะเหตุผล" เข้าไปให้เหยื่อเชื่อได้ง่ายขึ้น(ถ้าเหยื่อเป็นพวกชอบเหตุผล)  หรือบางครั้งก็อาศัยการ "ยืมประสบการณ์" ของคนอื่นมาเล่าต่อ(ถ้าเหยื่อเป็นพวกชอบเชื่อเรื่องเล่าต่อๆกันมา)  หรืออาจจะใช้ทั้งสองอย่าง เพื่อให้ได้ประสิทธิผลมากขึ้น
  3. "การใช้ศัพท์เทคนิค" คนเราเวลาเจอกับสิ่งที่ไม่รู้จักมาก่อน  แทนที่จะไม่เชื่อในสิ่งนั้นเลย  คนเราจะชอบพูดว่า "เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง" หรือ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ให้โดนชักจูงให้เชื่อได้ง่ายขึ้น  เพราะถ้าแค่พูดอะไรที่เขาไม่รู้ไป  แล้วเขาก็เชื่อมาครึ่งนึง(50%)แล้ว  ที่เหลือก็คือเพิ่มเรื่องที่เกี่ยวข้อง(และเขาไม่รู้)เข้าไปเรื่อยๆ  จะเริ่มทำเหมือนเรารู้จริง  และความเชื่อก็จะเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ 
  4. "การแสดงอภินิหาร" สิ่งวิเศษมหัศจรรย์ ที่แปลกแยกแตกต่างอย่างเหนือกว่า ใครเห็นก็อยากมีไว้ครอบครอง ดังนั้นถ้าเพิ่มการแสดงพลังอำนาจให้ปรากฎต่อสายตา เห็นกันต่อหน้าต่อตากันเลย ก็ยิ่งทำให้มีคนเชื่อถือว่ามันต้องเป็นของศักดิ์สิทธิ์แน่นอน  ถึงแม้ว่าความจริงแล้วมันจะเป็นแค่ "การแสดง" ก็ตาม
  5. "การจัดสถานที่และสิ่งแวดล้อม" รวมถึงสไตล์การแต่งตัว สไตล์การพูด การใช้คำศัพท์ที่เป็นเชิงเทคนิคที่เหยื่อไม่รู้จัก ยิ่งจะทำให้รู้สึกว่ามันมีมนต์ขลังมากขึ้น  เรียกว่าเป็นการใช้ Preload เพื่อให้เหยื่อเชื่อว่าคนที่พูดเรื่องนี้ย่อมเป็นคนที่มีความรู้จริง รู้ตรง รู้ลึกทางด้านนี้โดยเฉพาะ  แล้วจะส่งผลให้เชื่อในสิ่งที่คนๆนั้นพูดมากขึ้น 

มาดูว่าเขาทำยังไงกันบ้างดีกว่า

     1. นักตุ๋นทั้งหลาย ก็มาตั้งร้านข้างถนนไว้ ในตลาดนัดที่ค่อนข้างจะมีผู้คนพลุกพล่าน  พอมีผู้คนมากก็ย่อมมีโอกาสที่จะมีคนสนใจเรื่องพวกนี้มากด้วย   รวมถึงการประดับตกแต่งร้านให้ทั้งน่าสนใจและมีกลิ่นอายของไสยศาสตร์ปนอยู่ด้วย  (ความจริงแล้วไสย์จากประเทศไหนก็ไม่รู้มั่วกันหมด)

     2. เมื่อเหยื่อหลงเข้ามาแล้ว  นั่นแปลว่าเหยื่อสนใจในทางด้านนี้  ซึ่งย่อมจะทำให้เกลี้ยกล่อมง่ายขึ้นมาก  หลังจากทักทายแล้วทางนักต้มตุ๋นจะเริ่มใช้วิธีการพูด เพื่อหยั่งพื้นฐานของเหยื่อก่อนเช่น "คุณสนใจแนวไหน" , "คุณต้องการให้เกิดอะไรในชีวิต" เพื่อให้ได้ pre-text มาเป็นเนื้อหาหลักในการสนทนา  เพื่อจะได้รู้ว่าจะพูดกล่อมไปทางไหนต่อ
     3. ในบทสนทนา  นักต้มตุ๋นจะพูดในฐานะเป็นคนที่เคยลองกับตัวเองแล้วได้ผล  และอาจจะเพิ่มการอ้างบุคคลดังๆด้วยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ    และยังต้องพูดในแบบที่ตัวเองมีความรู้ และแนะนำเหยื่อได้ เช่นว่า "ถ้าคุณสนใจแบบนี้ หรือต้องการให้เกิดสิ่งแบบนี้ในชีวิต ....  คุณสนใจสิ่งนี้มั๊ย...สิ่งนี้ช่วยคุณได้เพราะ......"     ตรง "เพราะ" นี่แหละ ที่เริ่มเอาสิ่งลี้ลับเข้ามาพูดได้  ไม่ว่าจะอ้างประสบการณ์ตัวเอง  อ้างประสบการณ์คนอื่น  หรือว่าหาเหตุผลที่มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้มาพูด เช่น อ้างเรื่อง พลังจักระ  พลังชี่  หยินหยาง  พลังแม่เหล็ก  คลื่นไฟฟ้า  พลังงานตรีเอกานุภาพ  พลังงานควอนตั้ม  พลังงานจากโมเลกุลน้ำ  ฯลฯ
     4. เมื่อพูดหลักการอย่างเดียวหรือว่าพูดประสบการณ์อย่างเดียว  อาจจะไม่โน้มน้าวจิตใจเพียงพอ  บางคนก็อาจจะต่อด้วยการแสดง"อภินิหาร"ให้ดู  เช่นในกรณีนี้ 
             4.1 Alex จะให้เหยื่อทดลองผลักแท่งไม้ที่Alexถืออยู่ แล้วดันAlexให้ถอยหลังให้ได้  โดยเปรียบเทียบระหว่างไม่ถือหิน  กับตอนหลังถือหิน   เพื่อพิสูจน์ว่า หินตัวนี้ช่วยทำให้จักระในร่างกายสมดุลมากขึ้น
แน่นอนอยู่แล้วว่า พอผลักแบบไม่ถือหินศักดิ์สิทธิ์  Alex ก็ต้องโดนผลักถอยหลังไป

แต่พอถือหินศักดิ์สิทธิ์แล้ว Alexสามารถยืนตัวตรงอยู่ได้ไม่โดนผลักล้ม

              แสดงว่า... หินศักดิ์สิทธิ์ทำให้ร่างกายAlexแข็งแรงขึ้น???? ............ ผิดถนัดเลย
              ตอนก่อนถือหิน Alex ยืนให้ผลักไม้ในตำแหน่งตรงๆ กับแนวแรงรวม(สีแดง) ดังนั้นจึงผลักแล้วเซถอยหลังไปได้ง่ายๆ  ซึ่งความจริง Alex จงใจไม่ออกแรงต้านไว้ด้วย  แล้วพอแรงถึงจุดนึงก็ยอมทำท่าเซถอยหลังให้
              ตอนหลังถือหินแล้ว  เพื่อพิสูจน์ว่าหินศักดิ์สิทธิ์นี้ทำให้ร่างกายแข็งแรง สร้างอภินิหารได้ทันตา   Alex จงใจงอข้อศอก ให้ดูเหมือนยกน้ำหนักขึ้นมาไว้ที่คอ  การงอข้อศอกนี้ ทำให้ทิศทางของแนวแรงเปลี่ยนไป กลายเป็นผลักขึ้น(สีแดง)  คนที่ผลักเข้ามาจึงใช้แรงซึ่งเหมือนกับยกตัวของ Alex ขึ้น แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องยกไม่ขึ้น  แต่ที่แน่นอนกว่าคือ แนวแรงผลักขึ้นแบบนี้  มันไม่ได้ช่วยให้Alexโดนผลักถอยหลังเลยซักนิด

              4.2 มุขของ Paul ยิ่งง่ายกว่าโดยไม่ต้องอาศัยวิธีทางฟิสิกส์ในการอธิบายเลย  โดยPaul แค่บอกให้เหยื่อยืนแขนออกมาตรงๆแล้วเดี๋ยว Paul จะลองกดดู เปรียบเทียบกันระหว่าง มีหินอยู่ในมือกับไม่มีหิน   มุขนี้คนโดนหลอกก็จะเชื่อได้ง่ายกว่าเพราะว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในกลนี้ด้วย ทำให้ตัวเองรู้ตัวเองอยู่แล้ว จะได้เชื่อสนิทใจยิ่งขึ้น
เหยียดแขน แบมือ(ไม่ถือเหรียญ) แล้วลองกด แน่นอนว่าแขนจะต้องโดนกดลงได้ง่ายๆ 
แม้แต่ตัวก็อาจจะเอนตามแรงกดด้วย

แต่พอถือเหรียญอยู่ในมือ  เหยียดแขน และกด ด้วยแรงเท่าเดิม
จะเห็นว่ากดให้แขนลงยากขึ้น  ตัวก็ไม่เอนตามแล้ว 

   แสดงว่า.... หินศักดิ์สิทธิ์ทำให้ร่างกายของผู้ครอบครองมีความแข็งแกร่งขึ้น???
......... นี่ก็ผิดอีกเช่นกัน

          เหตุที่เวลากดมือเวลาถือหินแล้วมือไม่ตกลง  ก็เพราะว่าเวลาที่เรากำอะไรซักอย่างอยู่ในมือ กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของแขนจะเกร็งขึ้น (ลองทดลองหงายมือแล้วกำมือเปล่าๆดูก็ได้)  แล้วพอกล้ามเนื้อทั้งแขนเกร็งขึ้น มันก็จะแข็งแล้วก็ทำให้กดแขนให้ลงได้ยาก  แล้วถ้ายิ่งรวมกับนักต้มตุ๋นพยายามกดให้เบาลงด้วยแล้ว ยิ่งจะโดนหลอกให้เชื่อง่ายเข้าไปอีก

           4.3 การใช้เทคนิคการทำนายทายทัก  โดยถ้านักต้มตุ๋นที่มีความสามารถในการอ่านท่าทาง พฤติกรรม หรือลักษณะทั่วไปของคนนั้นได้ จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือในของขลังนี้เข้าไปอีก  เช่น ถ้าเจอคนท่าทางเศร้าๆ สีหน้าหม่นหมอง ก็อาจจะทักได้ว่า คุณกำลังมีกรรม  จะต้องซื้อของพวกนี้ไปแก้กรรมซะ อาจจะบวกกับเล่นกลตะปู/เส้นผมในไข่ หรือเลือดแดงๆในไข่ไก่  จะยิ่งทำให้น่าเชื่อไปอีก

     5. ปิดการขาย  หลังจากเหยื่อเริ่มเชื่อจนสนิทใจแล้ว  ในที่สุดก็จะยอมซื้อสินค้า  ทั้งนี้ก็แล้วแต่ว่าคนขายจะตั้งราคาตามใจยังไงก็ได้   แต่ส่วนใหญ่จะแพงกว่ามูลค่าความเป็นจริงอยู่แล้ว

และแล้วทีมงาน The Real Hustle ก็สามารถหลอกขายหินไม่มีค่าที่ซื้อมาจากร้านตกแต่งสวน มาขายในชื่อ Eltsuh Lear Stone ได้ตั้งชิ้นละ 15 ปอนด์  แค่เพียงพูดโฆษณานิดหน่อย และโชว์ปาหี่เล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง
หินศักดิ์สิทธิ์ Eltsuh Lear ช่วยให้เพิ่มความสมดุลในร่างกาย แน่นอนว่าหินชื่อนี้ไม่มีจริงหรอก

วิธีการป้องกันตัวจากเรื่องเหล่านี้
  1. อย่าไปเชื่ออะไรที่ตั้งร้านแผงลอยแบบนี้   เพราะของพวกนี้มักไม่ใช่ของแท้จริง  การไม่มีร้านเป็นหลักเป็นแหล่ง มักจะหมายถึงการที่ไม่อยากให้ผู้คนมาติดต่อสอบถาม รวมถึงคืนสินค้า ถ้าสินค้านั้นมีปัญหา
  2. ถ้าของสิ่งนั้นดีจริง  เป็นของดีที่เพิ่งค้นพบ  ป่านนี้มันถูกนักข่าวประโคมข่าวให้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว  ไม่ใช่จะทำให้เราเพิ่งมาเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจากข้างถนนแบบนี้
  3. รวมถึงคำศัพท์ทางเทคนิคดังกล่าว  ถ้ามันเป็นเรื่องจริง  คำศัพท์นั้นก็จะ Google ค้นหาเจอได้อย่างง่ายดายเพราะความที่มันยอดนิยม  แต่ถ้าศัพท์เทคนิคนั้นมันไม่มีจริง  หรือความหมายไม่ใช่อย่างที่ได้ยินมาจากปากคนขาย... นั่นก็คือ คุณโดนหลอกแล้ว
  4. แล้วก็กลับมาเรื่องความเชื่ออีกครั้ง  ก็ย้ำอีกทีว่าให้ใช้ กาลามสูตร เป็นเครื่องระลึกถึงในการพิจารณาว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้เห็นมานั้น ควรเชื่อหรือไม่    


     ถ้าคิดว่าสิ่งๆนั้นไม่ควรเชื่อ หรือมีสาเหตุหนึ่งเหตุใดแค่เพียงนิดเดียวไม่ให้เชื่อได้สนิทใจ 
 สิ่งที่ควรทำก็ง่ายๆ...เพียงแค่ ... เดินผ่านออกจากตรงนั้นไป ... เท่านั้นเอง



No comments:

Post a Comment