Pages

2/11/2012

Apache2 Server Permission on /var/www



เงื่อนไขคือถ้าไฟล์ไหนต้องให้ Apache ประมวลผลได้
จะต้องตั้ง permission ให้ user ของ Apache2 server สามารถอ่านได้ (read)
และ folder ของไฟล์นั้นจะต้องเป็นรันได้ (executable)
สรุปคือ ..  
  • file จะต้อง r-- หรือ rw-  (ถ้าต้องการให้เขียนแก้ไขได้ด้วย)
  • folder จะต้อง r-x หรือ rwx  (ถ้าต้องการให้เขียนไฟล์ใหม่ได้ด้วย)
ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นประมาณนี้ ตามเงื่อนไขนี้อยู่แล้ว
แต่ก็จะมีปัญหาต่อมาก็คือ  ถ้าเราไม่ตั้งอะไรเลย
default ของ Apache2 จะทำให้ไฟล์ทุกไฟล์ภายใต้ /var/www เป็นเจ้าของโดย www-data:www-data
(เจ้าของโดย user ชื่อ 'www-data' และโดยกลุ่มชื่อ 'www-data')
ซึ่งเป็น user ของ Apache2 หลังจากติดตั้งแบบอัตโนมัติ
Apache2's username = "www-data" และ group = "www-data"

ซึ่งพอมีเจ้าของแบบนั้นแล้ว  
เลยทำให้ web developer ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ username หรือ group นั้นเลยเอาไฟล์ไปวางไว้ไม่ได้
ดังนั้น จึงต้องมีการจัดการ permission ของไฟล์ซะก่อน

ทางเลือกที่มีก็คือ:
1. มี web developer คนเดียว ใช้คนเดียว
Permission ที่จำเป็นคือ
-rw-r----- devuser www-data somefile
drwxr-s--- devuser www-data somedir
  • โดยให้ web developer คนนั้นเป็น owner
  • ให้ owner มีสิทธิ์อ่านและเขียนได้ (rw-) ในระดับ file
  • ให้ owner มีสิทธิ์ทำทุกอย่างในระดับ folder
  • Apache server จะเข้าไปอ่านไฟล์ หรือเข้าfolder ไปด้วยการใช้สิทธิ์เนื่องจากเป็น group (ชื่อ www-data)
  • ในระดับ folder ต้องตั้งให้มี executable bit ('x') เพื่อใช้ในการรัน PHP  (แต่ในนี้มันใช้ร่วมกับ sticky bit เลยเห็นเป็น 's' แทน, ถ้าไม่มี executable bit จะเห็นเป็น 'S')
  • ใช้ sticky bit ('s') เพื่อส่งต่อ group ชื่อ "www-data" ไปสู่ไฟล์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ 
  • คำสั่ง : chown -R devuser /var/www     (เพราะ group 'www-data' จะเป็น default อยู่แล้ว)
  • คำสั่ง : chmod -R 2750 /var/www  (2 คือ sticky bit ที่จะคงค่า group id ให้กับไฟล์ใหม่, 7=rwx, 5=r-x)
  • อาจจะใช้ chmod -R 4750 /var/www แทนได้  (4 คือ sticky bit ที่จะคงค่าไว้ ทั้ง user และ group)
  • ถ้าจะเปลี่ยน ไฟล์ทั้งหมดอย่างเดียว ใช้  find /var/www -type f -exec chmod 0640 {} \;
  • ถ้าจะเปลี่ยน โฟล์เดอร์อย่างเดียว จะใช้ find /var/www -type d -exec chmod 2750 {} \;   (หรือ 4750)
  • ตั้ง umask (ใน /etc/profile หรือ ~/.profile) ให้เป็น 0137 เพื่อให้ไฟล์ที่เราสร้างขึ้นมาใหม่มี permission เป็น 0777 - 0137 = 0640 = rw-r-----
2. มี web developer หลายคน ใช้ร่วมกัน
ให้ตั้งให้ ทุก users ที่ต้องการจะเขียนไฟล์ลง server มี group ร่วมกัน เช่น 'www-data'
หรือจะสร้าง group ใหม่สำหรับ web developer โดยเฉพาะ เช่น ตั้งชื่อว่า 'webdev'
แล้วเพิ่ม user คนนั้นเข้าไปในกลุ่มใหม่นี้
โดยการใช้คำสั่ง usermod -a -G webdev devuser2

Permission ที่จำเป็นก็จะกลายเป็น
-rw-rw-r-- devuser2 webdev somefile
drwxrxsr-x devuser2 webdev somedir
  • เจ้าของไฟล์(owner) ในทีนี้คือ devuser2 จะมีสิทธิ์ทั้งอ่านและเขียนไฟล์ (rw-) และอ่านเขียนรัน(rwx) ในโฟล์เดอร์ที่เขาสร้าง
  • กลุ่ม webdev ด้วยกัน ก็จะสามารถเข้าไปแก้ไขไฟล์ๆนั้นได้ (rw-) และอ่านแก้ไขและรันได้(rwx) ในระดับ folder เหมือนเจ้าของเลย
  • แต่เนื่องจาก 'devuser2' ไม่ใช่ชื่อuserของ Apache server, และ 'webdev' ไม่ใช่กลุ่มของ Apache server อยู่
  • ดังนั้นจึงต้องเปิด permission สำหรับคนอื่นๆ (other หรือ world) ให้สามารถอ่านไฟล์ได้ (r--) และ อ่านและรันได้ในระดับโฟล์เดอร์(r-x) เพื่อที่จะทำให้ Apache สามารถใช้งาน PHP ในนั้นได้
  • ยังคงต้องใช้ sticky bit ('s') สำหรับ group อยู่ดี
  • คำสั่ง: chown -R devuser1:webdev /var/www   (ให้ทุกอย่างเป็นของ 'devuser1' และ กลุ่ม 'webdev')
  • สั่ง: find /var/www -type f -exec chmod 664 {} \;  (ให้ทุกไฟล์เป็น -rw-rw-r--)
  • สั่ง: find /var/www -type d -exec chmod 2775 {} \; (ให้ทุกโฟล์เดอร์เป็น drwxrxsr-x) 

2/06/2012

เทคนิค Memory Palace

Memory Palace
คุณเคยรู้สึกมั๊ยว่ากว่าจะจำอะไรแต่ละครั้ง มันช่างยากเหลือเกิน
พยายามท่องแล้วก็จำไม่ได้  บางทีไม่กี่วินาทีก็ลืมหายไป เหมือนกับไม่เคยจำ
ในขณะที่ คนบางคน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที จำไพ่ทั้งสำรับ (52 ใบ) ได้
กระเป๋ารถเมล์ทำไมจำผู้โดยสารได้ว่าใครจ่ายไปบ้างแล้ว
แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว จำได้หมดว่าลูกค้าโต๊ะไหนสั่งอาหารอะไรบ้าง
ไปจนถึงระดับในการแข่ง Memory Championship
มีคนที่ท่องจำนวนหลักของ PI ได้สูงสุดถึง 67,890 ตำแหน่ง (Chao Lu:China:2005)
จำไพ่ที่เรียงสับกันมั่วๆได้ถึง 59 สำรับ (David Farrow: Canada: 2007)
หรือว่าท่องคำได้ถึง 23,200 คำ ภายใน 72 ชม. (Ramón Campayo:Spain)
เพราะเราไม่สามารถจำได้รวดเร็ว เหมือนดาวน์โหลดไฟล์
   หนึ่งในเทคนิคที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในเรื่องการจำนี้คือ Memory Palace
ซึ่งเดี๋ยวจะกล่าวต่อไปด้านล่าง  แต่ก่อนอื่น สิ่งแรกที่จะต้องรู้ก่อนก็คือ ...

สมองมนุษย์ทำงานยังไง

   ต้องเริ่มก่อนว่า การจดจำของมนุษย์นั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จำแบบที่เราใช้กันในชีวิตปัจจุบัน เช่นเอามาจำวันเงินเดือนออก เอามาท่องหนังสือ เอามาจำรหัสต่างๆ แต่สมองของมนุษย์นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการดำรงชีวิตในสมัยดึกดำบรรพ์ ซึ่งคือการ "ล่าเหยื่อและเก็บของป่า" (hunt and gather)  ซึ่งก็คือจะใช้การจำว่า ในเส้นทางกลับบ้าน จะต้องผ่านอะไรบ้าง, ตรงไหนมีแหล่งอาหารอะไรบ้าง, ทางไหนต้องไปเพื่อเก็บอาหาร, ทางไหนไม่ควรไปเพราะจะมีอันตราย, และสุดท้ายก็กลับสู่บ้านอย่างปลอดภัย

สมองมนุษย์ มีความสามารถในการ จดจำแบบ สถานที่(spatial) ได้ง่ายกว่า คือจำได้ทั้งว่า อะไรอยู่ที่ไหน ตำแหน่งไหน โดยจะเน้น ความจำแบบ ภาพ(visual) ในการเก็บรายละเอียดย่อยๆลงไปอีก เช่น พื้นที่แถวนี้้หน้าตาเป็นยังไง พื้นพันธุ์เป็นแบบไหน สัตว์หน้าตาแบบไหนเป็นอันตราย ส่วนความจำที่ใช้สัมผัสอื่นๆ เช่น เสียง กลิ่น และสัมผัส จะจำได้แย่พอๆกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ลองทำตามดูก็ได้ว่า  ถ้าคุณเคยไปบ้านของเพื่อน ถึงแม้จะไปเพียงแค่ครั้งเดียว  ลองคิดดูว่า คุณสามารถจำแผนที่บ้านของเพื่อนคนนั้นได้มั๊ย?  ว่าห้องอะไรอยู่ตรงไหน? ห้องน้ำอยู่ตรงไหน? หน้าต่างอยู่ตรงไหน? โซฟา,ทีวี อยู่ตรงไหนบ้าง?   บางทีถ้าตั้งใจจริงๆ อาจจะจำได้ถึงว่า ลายของพรมหรือผ้าม่านเป็นลายอะไร  หรือว่ากลิ่นในบ้านเป็นยังไงได้ด้วย


เหตุการณ์อันน่าทึ่งของ Simonides of Ceos

Simonides of Ceos เป็นนักกวีชาวกรีก ที่อยู่ในช่วง ราวๆ 500 ปี ก่อนคริสตกาล (ref Wiki:Simonides of Ceos) ที่นำชายคนนี้มากล่าวถึงในบทความนี้เนื่องจากว่า ชายผู้นี้ นับเป็นผู้แรกที่ทำให้มนุษย์ตระหนักถึงความสามารถอันน่าทึ่งของสมองที่สามารถจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างมากมาย  โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันนึง Simonides และเพื่อนได้ฉลองชัยชนะอยู่ในงานเลี้ยงงานนึง  หลังจากงานเลี้ยงเริ่มไปได้ซักพัก มีคนมาบอก Simonides ว่ามีชายสองคนมายืนรอเขาอยู่ที่ข้างนอกงาน  Simonides จึงออกไปพบชายสองคนนั้น แต่เมื่อออกไปแล้วกลับพบว่า ไม่เจอชายทั้งสองคนนั้น แต่ภาพที่เขาเห็นคือ หลังคาของงานเลี้ยงกำลังถล่มลงมาเบื้องหลังของเขา  คนที่อยู่ในงานเลี้ยงทุกคนตายหมด แต่ Simonides รอดตายไปอย่างหวุดหวิด

หลังจากนั้นได้มีการกู้ศพจากภายใต้อาคารนั้น สภาพศพแต่ละคนอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถระบุได้เลยว่าเป็นใคร Simonides จึงถูกเชิญตัวมาเผื่อว่าจะสามารถช่วยชี้ตัวให้ได้ว่า มีใครที่อยู่ในงานในเวลานั้นบ้าง  แต่ไม่เพียงแค่ Simonides สามารถระบุตัวตนของคนทุกๆคนที่อยู่ในงานได้ เขายังจำตำแหน่งที่นั่งของคนเหล่านั้นได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน  เพียงแค่ใช้ช่วงเวลาจากการที่เขาเดินออกจากงานเท่านั้น  แถมยังไม่ได้ใช้ความพยายามในการจำด้วย

จากประสบการณ์อันน่าทึ่งนี้  ภายหลัง Simonides จึงได้นำประสบการณ์นี้มาพัฒนาออกมาเป็นระบบในการจำที่เรียกว่า 'memory theater' หรือ 'memory palace' นั่นเอง

Memory Palace คืออะไร?


Memory Palace คือ สถานที่สำหรับเก็บความจำ
Memory Palace เป็นเทคนิคการใช้วิธีการจำที่สอดคล้องกับรูปแบบที่สมองออกแบบมาที่สุด  โดยเคนิคนี้มีชื่อดั้งเดิมว่า "memoria loci" (อ่านว่า โล-ซาย) ซึ่ง Loci เป็นภาษาลาตินแปลว่า "สถานที่" (place or location)  เทคนิคนี้ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัย Greek โดย Simonides (จากเรื่องที่กล่าวไว้ข้างต้น) และมีการใช้ต่อกันมาเรื่อยๆ ในยุโรปจนถึงยุค Renaissance  โดยมีการเรียนวิธีการจำแบบ loci นี้เป็นเรื่องทั่วไปมาก ขนาดที่มีนักกวีกล่าวถึง loci ในบทกวี  แต่ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดหรือวิธีการเลย  ซึ่งแสดงถึงว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่จะกล่าวถึงคำว่า loci

Memory Palace หรือ Method of Loci นี้ ใช้หลักการง่ายๆที่ว่า มนุษย์จะสามารถจดจำสถานที่ได้ดีที่สุด ดังนั้นถ้าเราจะเชื่อมโยงสิ่งที่เราอยากจะจดจำเข้ากับสถานที่ต่างๆ ที่เราคุ้นเคย เราก็จะสามารถจดจำสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายกว่าเดิมมาก

วิธีการสร้าง Memory Palace

Step 1: การเลือกสถานที่ที่จะมาเป็น Memory Palace ของเรา 
เนื่องจากมนุษย์สามารถจะจดจำสถานที่ได้ดีที่สุด ดังนั้น เราจึงต้องเลือกสถานที่นี้จะกลายเป็นทำหน้าที่เก็บความทรงจำของเรา หรือที่เราจะเรียกว่า "Memory Palace"  หรือมองง่ายๆว่ามันเป็นโกดังเก็บความจำก็ได้

    โดยหลักในการเลือก Memory Palace นั้น คือ
  • เลือกสถานที่ที่เราคุ้นเคยกับมันมากๆ และรู้จักดีทุกซอกทุกมุม
  • ควรเป็นสถานที่จริง(จะดีกว่าสถานที่ในจินตนาการ)  
    ยกตัวอย่างสถานที่ๆมักใช้เป็น Memory Palace เช่น

  • บ้านที่โตขึ้นมาในวัยเด็ก
  • บ้านที่อาศัยอยู่ในทุกๆวันนี้
  • เมืองบ้านเกิด
  • โรงเรียน
  • ที่ทำงาน
  • มีบางคนถึงกับใช้ร่างกายตัวเองเป็น memory palace (อ้างอิง Dr. Yip Swee Chooi, แชมป์ความจำชาวมาเลเซีย สามารถจำคำศัพท์ใน Oxford Chinese-English dictionary ได้ 56,000 คำ โดยใช้ร่างกายตัวเองเป็น memory palace)
Step 2: เลือกเส้นทางการเดินใน Memory Palace
   การเลือกเส้นทางในการเดินใน Memory Palace ก็เพื่อที่จะทำให้เราเรียงลำดับการจำได้  ซึ่งเหมาะสำหรับการจำที่ต้องการการเรียกคืนแบบเป็นลำดับ เช่น การจำวันเกิด, การจำรายการสิ่งที่ต้องทำ(todo list), การจำไพ่ในสำรับ, การจำลำดับคนเข้าก่อนหลัง เป็นต้น  โดยเราจะสามารถเรียกข้อมูลกลับมาได้ "จากหน้าไปหลัง" หรือ "จากหลังกลับมาหน้า" ก็ได้ เมื่อเรามีเส้นทางที่แน่นอนแล้ว

   แต่ถ้าเกิดว่า ข้อมูลที่จะจำ ไม่จำเป็นต้องเรียกคืนแบบมีลำดับ เช่นข้อมูลประเภท รายการซื้อของ(shopping list), สิ่งของที่เก็บอยู่ในกล่อง เป็นต้น การกำหนดเส้นทางการเดินใน memory palace อาจจะไม่จำเป็นก็ได้  โดยที่เราถ้าหวังว่า ตอนที่จะเรียกข้อมูลกลับคืน จะเดินสุ่มๆไปใน memory place แล้ว ข้อมูลนั้นจะเด่นสะดุดตาขึ้นมาทำให้เราจำได้ มันเป็นไปได้, .... แต่ก็ยังคงมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการใช้วิธีจำเส้นทาง ซึ่งจะแน่นอนในการเรียกข้อมูลกลับมามากกว่า

   การเลือกเส้นทางมีหลักคือ
  • แต่ละจุดของเส้นทางการเดิน นั้นคือ สิ่งของ(object) หรือ บริเวณ(place) ก็ได้
  • เริ่มจากจุดที่สังเกตง่ายจากตอนก่อนเข้าบ้าน เช่น กล่องจดหมายหน้าบ้าน, พรมเช็ดเท้าหน้าประตู, ประตู, หรือ ที่จอดรถหน้าบ้าน
  • เลือกเส้นทางเดินที่ปกติตัวเองจะใช้เส้นทางนั้นบ่อยๆ จะทำให้จำได้ง่ายขึ้น และถึงจะลืมไปก็จะกลับมาจำได้ใหม่ได้ง่าย
  • ค่อยๆ ไล่เปิดประตู หรือ เดินผ่านทีละห้อง 
  • ถ้าเลือกสิ่งของที่สะดุดตา และจะต้องมองทุกครั้งที่เดินเข้าห้องๆ นั้น จะดีมาก
   ตัวอย่างเส้นทางการเดินใน memory palace
          เริ่มต้นที่กล่องจดหมายหน้าบ้าน, พอเข้ารั้วบ้านจะเจอกับที่จอดรถ, แล้วก็ก่อนจะเข้าบ้านจะเจอกับพรมเช็ดเท้าหน้าบ้าน, พอเข้าบ้านไปแล้ว จะเจอกับทีวี, แล้วค่อยเป็น โซฟา, แล้วจึงเดินต่อไปห้องครัว, แล้วจึงเดินไปที่ ตู้เย็น, และ จบเส้นทางที่โต๊ะกินข้าว เป็นต้น

Step 3: แปลงสิ่งที่ต้องการจะจำให้กลายเป็นภาพ
  สมองคนมีความสามารถในการจำภาพ ได้ดีกว่าจำตัวอักษรเป็นคำๆ  และยิ่งความจำนั้นได้รวบรวมเข้ากับประสาทสัมผัสหลายๆอย่างเข้าด้วยกันแล้ว เราจะยิ่งจำอะไรได้ง่ายขึ้นไปอีก  ยกตัวอย่างเช่น พอเราพูดถึง "ท่อระบายน้ำ" เราจะไม่ได้นึกออกมาเป็นคำๆว่าคำนี้ประกอบด้วยตัวอักษร 'ท่','อ','ร','ะ','บ','า','ย','น้','ำ' แต่เรากลับจะนึกถึง รูปร่างของมัน, สีดำของน้ำครำ, และบางคนจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นของมันขึ้นมาทันที


Water Ang กล่าวว่า ...
"People think that memorable thoughts,
the brain best remembers thing that are repeated,
rythmic, rhyming, structured, and above all else,
easily visualized."
(สมองจะจำได้ดีที่สุดในสิ่งที่  ซ้ำๆกัน, เป็นจังหวะ, มีโครงสร้างชัดเจน, และเหนือสิ่งอื่นใด สามารถทำให้เป็นภาพได้ง่าย)
และยังมีการค้นพบ อีกว่า ...

"Words that rhyme are much more memorable than words that don’t; concrete nouns are easier to remember than abstract nouns; dynamic images are more memorable than static images; alliteration aids memory."
(คำที่มีจังหวะ จะจำได้ง่ายกว่าคำที่ไม่มีจังหวะ; คำนามที่เป็นรูปธรรมจะจำง่ายกว่าคำนามที่เป็นนามธรรม; ภาพเคลื่อนไหวจะจำได้ง่ายกว่าภาพนิ่ง; คำคล้องจองก็ช่วยให้จำง่ายขึ้น)

   ดังนั้น หลักในการแปลงสิ่งที่จะจำ คือ

  • แปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นภาพอะไรก็ได้ที่มันโดดเด่นชัดเจน
  • ภาพเคลื่อนไหว จะทำให้จำได้ง่ายกว่า ภาพนิ่ง
  • ภาพที่มีสีสันฉูดฉาด จะจำได้ง่ายกว่า
  • ถ้าสามารถแปลงให้เป็นสิ่งที่ต้องใช้หลายๆประสาทสัมผัสร่วมกัน จะจำได้ง่ายขึ้น เช่น ใช้ภาพ(ประสาทตา) ร่วมกับกลิ่น (ประสาทจมูก) หรืออาจจะพ่วงประสาทสัมผัส,การได้ยิน,และรสสัมผัสลงไปด้วย
  • ภาพที่จะทำให้จำติดตาได้คือ
    • ภาพนั้นเกี่ยวกับเพศ เช่นเพศตรงข้าม หรืออะไรทะลึ่งๆ จะทำให้คนจำได้ดี(มากๆ)
    • ภาพนั้นเกี่ยวกับเรื่องตลกโปกฮา หรือเรื่องแปลกประหลาด (ทำให้อารมณ์ดีมากๆ)
    • ภาพนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่แย่ๆ น่าเกลียดมากๆ
  • สำหรับการจำชื่อคน ก็พยายามนึกหน้าให้ออก และอ้างอิงกับชื่อสิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ที่ชื่อคล้ายกัน
  • สำหรับการจำตัวเลข มีได้สองวิธี คือ
    • ใช้เพิ่มจำนวนภาพๆนั้น ให้เท่ากับ ตัวเลขที่ต้องการจำ
    • หรือ สร้างระบบการจำตัวเลขขึ้นมา เช่น เห็นห่วงยางหมายถึงเลข 0 , เห็นปืนหมายถึงเลข 7 เป็นต้น แล้วก็ต้องใช้วิธีท่องจำระบบนั้นเอง
  • สำหรับการจำประโยคหรือกลอน ที่ต้องการคำแบบเป๊ะๆ  ถ้าจินตนาการให้เป็นภาพก่อนแล้วจะมีปัญหาตอนแปลงจากภาพกลับไปเป็นประโยค จะได้ประโยคไม่เหมือนเดิม โดยทางแก้คือ  ให้เปลี่ยนจากการแปลงให้เป็นภาพ(ประสาทตา) ให้แปลงให้เป็นเสียงแทน(ประสาทหู)  และทำให้ประโยคหรือกลอนนั้นอยู่ในรูปแบบเพลง หรือกลอนที่มีจังหวะชัดเจนให้ได้  แล้วจึงใช้เสียงนี้กับใน memory palace (โดยอาจจะเพิ่มภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียงด้วย เช่น นักร้องที่ชอบกำลังร้องเพลง(กลอน)นี้ หรือว่าเป็นเครื่องเสียงเปิดแผ่นกำลังเปิดเพลง(กลอน)นี้ อยู่)
   ยกตัวอย่างเช่น
  • กระเทียมดอง -----> ขวดโหลกระเทียม ขนาดเท่าตัวคน เปิดฝามีกลิ่นโชยออกมา
  • ไวน์ 6 ขวด -----> ผู้หญิงสาวสวย หกคน ในชุดกระโปรงสั้น ใส่เสื้อไวน์สีต่างๆกันไป
  • เนยแข็ง -----> เนยแข็งขนาดสระว่ายน้ำ ที่มีผู้หญิงในชุดบิกินี่ กำลังกระโดดลงไปว่ายอยู่ในนั้น
  • ไปซื้อ LEGO ----> Lego เดินได้ตัวเท่าคน 
(ภาพจาก http://9gag.com/gag/2418880)

Step 4: นำภาพๆ นั้นเอาไปไว้ในตำแหน่งต่างๆ ในเส้นทางเดินที่เราตั้งไว้
   ขั้นตอนนี้ก็ง่ายๆ  แค่เพียง จินตนาการว่า ของสิ่งที่เราคิดภาพเอาไว้แล้ว มันไปอยู่ตามจุดต่างๆ ตามทางเดินใน memory palace ของเราเท่านั้นเอง   เพียงแค่วางลงไปในมโนภาพ ก็ถือว่าเราได้จำมันแล้ว

Step 5: การเรียกใช้ Memory Palace
   เมื่อถึงเวลาที่เราต้องการเรียกใช้ Memory Palace  เราก็เริ่มด้วยการไปที่จุดตั้งต้นของเส้นทางการเดิน
นั้น แล้วก็เดินตามมโนภาพไป  และคอยสังเกตไปด้วยว่าเราเห็นสิ่งอะไรบ้างในระหว่างนั้น  โดยถ้าสิ่งที่เราจำเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วยแล้ว  มันก็จะเตะตาทำให้เราเห็นได้โดยง่าย  หลังจากนั้นจึงมาตีความย้อนกลับไปว่า สิ่งที่เห็นนั้นมีความหมายว่าอะไร เมื่อได้แล้ว ก็ก้าวต่อไปตามเส้นทางการเดินต่อไปจนจบทางเดิน

Step 6: เมื่อต้องการจะจำข้อมูลใหม่
   เมื่อต้องการจะเลิกจำข้อมูลใหม่  เราอาจจะทำโดยการเริ่มสร้าง Memory Palace เป็นอีกสถานที่นึงที่เป็นคนละที่กับอันเก่าก็ได้  หรือ ถ้าเราต้องการที่จะใช้ที่ๆเดิม  ก็ให้ใช้วิธีจำว่าของ/คนที่เคยอยู่ตรงนั้นได้เดินจากไปจากตำแหน่งนั้นแล้ว  และให้จินตนาการของใหม่ที่ต้องการจะจำเข้าไปแทนที่


สุดท้ายนี้ ... ถึงแม้ว่าโลกและอารยธรรมจะเปลี่ยนไป มนุษย์ก็กลายเป็นพึ่งพาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยในการจำ เช่น การใช้สมุดบันทึก, PDA/smartphone/tablet, การมี Internet และ Search Engines เพื่อใช้ในการค้นหาข้อมูล  แต่เรากลับหลงลืมการใช้สิ่งที่มีอยู่ในตัวเรา  การใช้สมองของเราเองในการจดจำ เพราะเมื่อถึงเหตุการณ์จำเป็นคับขัน สิ่งที่จะพึ่งได้อย่างเดียวนั้นก็คือ "สมองของเราเอง"  หาใช่เทคโนโลยีเพื่อการ "ช่วยจำ" ต่างๆนาๆ นั้น



References: